Home

 

ถ้าดูรอบเดือนในปีปฏิทิน ผมเคยสงสัยว่าทำไมพวกเทศกาลเกี่ยวกับผีในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก มักจะมาลงกันแถวเดือน ส.. – .. ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลสารทจีน เทโวโรหณะในช่วงออกพรรษา งานฮัลโลวีนของฝรั่ง หรือ Dia de los Muertos (Day of the Dead) ของเม็กซิโก พูดตามภาษาคนชอบเรื่องลี้ลับ ในช่วงเวลานี้น่าจะมีอะไรเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่างมิติของโลกอื่น ๆ ก็เป็นได้

ซึ่งในวันของเดือน ก.. นี่เองที่เป็นช่วงเวลาที่ทาคิกับมิสึฮะใน Kimi no Na wa หรือ Your Name มีประสบการณ์สลับร่างกัน หนังเฉลยเรื่องนี้มาตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกว่าเกิดอะไรขึ้น และทั้งคู่ทำความเข้าใจพร้อมรับมือกันอย่างไรบ้าง เรียกว่าใบ้ข้อสอบกันตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว

แต่ถ้าเดินเรื่องเพียงแค่นี้คงไม่ทำให้อะนิเมเรื่องนี้โด่งดังไปทั่วในปีนี้ ผู้กำกับมาโกโตะ ชินไค แกยังมีทีเด็ดเก็บไว้มากกว่านั้นอีก อะนิเมเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าชินไคก็เป็นนักเล่าเรื่องที่จัดจ้านคนนึง ไม่ได้มีดีแค่ทำเรื่องเหงา ๆ พาให้กระทำการหว่องเพียงอย่างเดียว

ถ้าใครเคยดูงานเก่า ๆ ไม่ว่าจะเป็น She and her cat, 5 CM per second หรือ Garden of Words สิ่งที่ประทับจับลงในใจคนดูเกี่ยวกับงานของชินไคคือฉากเบื้องหลังที่สวยงามเกินบรรยาย เพลงประกอบไพเราะ และเรื่องราวของคนเหงาในเมืองใหญ่ที่ดูจบแล้วอึนในใจ ส่วนประกอบเหล่านี้เป็นลายเซ็นต์ที่ทำให้งานของเขาโดดเด่นกว่าผู้กำกับคนอื่น และสร้างความคาดหวังให้บรรดาแฟนคลับสำหรับงานใหม่ ๆ ของเขา ซึ่งความคาดหวังนี้อาจจะกลายเป็นกรงขังความสร้างสรรในขณะเดียวกันก็เป็นได้

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ชินไคชอบนำเสนอ ผมว่าแกเป็นคนที่ชอบในธรรมชาติและการจับคู่ความแตกต่างเป็นอย่างมาก เราเห็นคืนและวันที่ผ่านไปในภาพขาวดำของ She and her cat พายุหิมะและซากุระโปรยใน 5 CM per second หรือฤดูฝนที่ตกหนักไม่ลืมหูลืมตาใน Garden of Words (เรื่องนี้น่าจะเปลี่ยนเป็น Garden of Silent Words เพราะพูดกันในสวนน้อยเหลือเกิน 555) ธรรมชาติเป็นฉากหลังที่แกปรุงแต่งได้อย่างสวยงาม ผมว่าแกชอบฉากมุมกว้าง โดยเฉพาะพวกท้องฟ้า ก้อนเมฆ แสงอาทิตย์ แกสื่อออกมาได้สวยมาก ใน Your Name แกปล่อยของพวกนี้มาเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ดาวหางแตกตัว เศษดาวหางกระจายเต็มท้องฟ้า และแตกตัวทะลุเมฆลงมา ตอนดูเรื่องนี้รอบแรกผมยังคิดว่าภาพธรรมชาติที่แกบรรยายไม่ค่อยเทพเหมือนเรื่องที่ผ่าน ๆ มา แต่เมื่อดูอีกรอบก็ต้องยอมใจเพราะคราวนี้แกโชว์ฝีมืองาน timelapse ที่เรียกได้ว่างามไม่แพ้ของจริงเลยทีเดียว

แนวคิดที่ชินไคชอบเล่าคือธรรมชาติเป็นแรงจูงใจให้นำพาคนแปลกหน้ามาพบเจอกัน เป็นสิ่งที่นำพาให้คนที่รักที่รู้จักต้องพลัดพราก เป็นพลังเบื้องหลังให้กับความสัมพันธ์ที่ดำเนินไปของตัวละครที่แกจะเล่า ใน Your Name ถึงขนาดใส่เรื่องของชะตากรรมและความเชื่อโบราณมาด้วย เพื่อเสริมให้การเล่าเรื่องสมบูรณ์มากขึ้น

ตามธรรมเนียมของการเดินเรื่องที่แบ่งเป็น 3 องก์ องก์แรกคือแนะนำตัวละครทั้งหมดและเรื่องราวพื้นฐาน หลังจากนั้นจะเข้าสู่องก์ 2 ที่เริ่มเดินเรื่องราว ขมวดปมปัญหาความขัดแย้ง จนมาคลี่คลายในองก์ 3 ที่เป็นจุดไคลแมกซ์ ซึ่งสูตรนี้ก็ใช้ในหนังอะนิเมะเช่นกัน ผมรู้สึกรำคาญอะนิเมดี ๆ หลายเรื่องที่เน้นบทตลกโปกฮาในช่วงองก์ที่สองมากเกินไป เข้าใจว่าเพื่อผ่อนคลายแต่ก็ทำให้อรรถรสในการชมสะดุด แต่สำหรับ Your Name ไม่ใช่แบบนั้น ชินไกจับช่วงผ่อนคลายนี้มารวมกับองก์หนึ่งไปเลย แล้วค่อย ๆ ใส่เกียร์เดินหน้าเร่งความเร็วในช่วงองก์สองและสาม ทำให้ผู้ชมสามารถตามเรื่องและลุ้นไปได้โดยอารมณ์ไม่สะดุด แทบไม่มีซีนไหนที่ใช้แบบสะเปะสะปะ ทุกซีนสามารถเชื่อมโยงได้ถึงกัน เรียกว่าเล่าเรื่องได้กระชับ ไม่เสียของแม้สักฉากเลยทีเดียว โดยเฉพาะฉากเล่าความเศร้าหนหลังของมิสึฮะ อะนิเมะปกติทั่วไปจะเล่าฉากนี้ตอนตัวเอกสองคนอยู่ด้วยกันเพียงลำพังภายใต้ภาวะกดดันแล้วฝ่ายหญิงจะพลันได้ระลึกแล้วเล่าถึงความรันทดใจแต่หนหลังให้ฝ่ายชายฟัง แต่ใน Your Name กลับแตกต่างออกไป เป็นฝ่ายชายตกอยู่ในภาวะกดดันเพียงฝ่ายเดียวแล้วมีได้รับโอกาสไปแอบดูเรื่องราวในอดีต อันนี้แปลกตาและน่าสนใจมาก

5 CM per second เป็นงานที่มักจะถูกกล่าวถึงลำดับต้น ๆ เมื่อพูดถึงผู้กำกับคนนี้ เป็นงานที่ทำให้รู้ว่ารถไฟและกลีบซากุระเป็นสิ่งที่ชินไคหลงไหล หลายคนถึงกับไม่ชอบรถไฟไปเลยหลังจากดู 5 CM per second จบ ใน Your Name ก็ไม่พลาดที่จะมีรถไฟเข้ามาเป็นส่วนประกอบ เป็นตัวดำเนินเรื่อง และเป็นส่วนสำคัญในการสรุปจบ รถไฟในเรื่องนี้ไม่ได้เพียงแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างชนบทกับเมืองที่เป็นภูมิหลังของมิสึฮะและทาคิ แต่ยังหมายถึงเวลา แต่ละสถานีเปรียบดั่งเวลาที่เดินผ่านไป จากเย็นย่ำสู่ค่ำมืด รถไฟหลากสายเป็นเหมือนเส้นทางเดินของเวลาหลายหลายที่มาพบเจอและต่อเนื่องเกี่ยวพัน ดั่งวิธีการรวมเชือกเพื่อถักของศาลเจ้าอิโตโมริที่มีความซับซ้อน กว่าจะได้เชือกถวายเทพสักเส้น ต้องผ่านกระบวนการจัดการอย่างพิถีพิถัน และเชือกก็เป็นอีกสัญลักษณ์ของความเชื่ออันเก่าแก่ที่ทำให้เรื่องราวในหนังดำเนินไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายถึงเรื่องด้ายแดงแห่งโชคชะตา หรือเรื่องเส้นเวลาอย่างที่กล่าวมา

แต่ Your Name ก็ทำให้ผมข้องใจในการอธิบายเรื่องของเวลาเหมือนกัน นอกเหนือจากเรื่องของการสลับร่างข้ามเพศ (gender bender) แล้ว เรื่องนี้ยังเกี่ยวเนื่องกับการเดินทางข้ามเวลา (time traveling) ซึ่งในเรื่องการข้ามเวลานั้น มีทั้งย้อนเพื่อแก้ไขอดีตหรือข้ามเวลาเพื่อหยั่งรู้อนาคต ในการย้อนอดีตนั้นมีแนวคิดหลักสองทางในการอธิบายว่าแก้ไขอดีตจะส่งผลกระทบกับอนาคตอย่างไร ทางหนึ่งบอกว่าจะทำให้อนาคตเปลี่ยนแปลงไป อีกทางก็ว่าอนาคตยังคงเดิมแต่จะมีอนาคตใหม่เกิดขึ้นจากการแก้ไขนั้น ซึ่งกลายเป็นโลกคู่ขนานไป ใน Your Name มาแบบกึ่ง ๆ ความคิดแรก แต่ก็เสริมเข้ามาด้วยว่าเมื่อมีการแก้ไขอดีตไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็มีค่าใช้จ่ายที่ต้องเสีย เพราะการแก้ไขอดีตในครั้งนี้หมายถึงการยกเลิกความตาย ผู้ที่จะกลับจากโลกของคนตายมายังโลกของคนเป็นต้องสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป นั่นคือชื่อของตน เพราะชื่อเป็นเหมือนสิ่งสำคัญแทนตัว เป็นสิ่งที่แยกเราออกจากคนอื่น หากไร้ชื่อแล้ว เราทุกคนก็จะเหมือนกันไปหมด ชื่อจึงเหมือนเป็นประวัติส่วนตัว เป็นสิ่งที่ถูกจดจำ เป็นตัวตนที่สั่งสมมา การสูญเสียชื่อจึงเหมือนเป็นการสูญเสียตัวตน (losing self consciousness) ไม่ได้ทำให้เราต่างจากสัตว์ทั่วไปแต่อย่างใด

อีกประการที่ผมเห็นว่าช่วยให้อะนิเมเรื่องนี้เป็นที่ติดอกติดใจก็คือเรื่องของการออกแบบตัวละคร (character design) นี่ล่ะครับ ถ้าดูงานเก่า ๆ ของชินไค จะพบว่าตัวละครมันไม่ค่อยป๊อปเท่าไหร่ ออกแบบในแนวผู้ใหญ่ไปหน่อย มางานนี้แหละมาแบบลดอายุลง เพิ่มความโมเอะขึ้น ทำให้น่ารักจับใจเลยทีเดียว

อาจจะมีข้อติดใจเล็กน้อยที่ค้างคาจากการชมรอบสอง ผมอยากรู้เรื่องของทาคิและบรรดาผู้ชายคนอื่น ๆ ที่มิโกรุ่นก่อนของศาลเจ้าอิโตโมริได้มีโอกาสสลับร่างกัน มันคงไม่ใช่การสุ่มสลับอย่างแน่นอน และเหตุผลใดถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ จะว่าเพราะอุกกาบาตตกใส่ทำให้คลื่นแม่เหล็กหรือแรงโน้มถ่วงบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงจนส่งผลกระทบต่อคนที่อยู่อาศัยหรือจะเป็นเพราะเหตุอื่น ๆ เรื่องนี้ชวนให้คิดจินตนาการต่อยอดจริง ๆ 

สุดท้าย เรื่องนี้จบ Happy Ending เรียกว่าเกินความคาดหวังของบรรดาแฟนคลับ และชดเชยความอึนจาก 5 CM per second ได้ดีเลย พระเอกสองเรื่องนี้ชื่อก็คล้าย ๆ กัน ผมสังเกตว่าเรามักประทับใจเรื่องเล่าที่มันมีอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แปลกจากปกติให้โดดเด่นขึ้นมาแบบนี้ มันเป็นเสน่ที่จับใจอย่างนึง ดูท่าความพยายามที่จะฉีกแนวตัวเองของมาโคโตะ ชินไค คราวนี้ได้รับผลตอบรับที่ดีทีเดียว 

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s