Home

Do not go gentle into that good night
by Dylan Thomas

Do not go gentle into that good night,
Old age should burn and rave at close of day;
Rage, rage against the dying of the light.
Though wise men at their end know dark is right,
Because their words had forked no lightning they
Do not go gentle into that good night.
Good men, the last wave by, crying how bright
Their frail deeds might have danced in a green bay,
Rage, rage against the dying of the light.
Wild men who caught and sang the sun in flight,
And learn, too late, they grieved it on its way,
Do not go gentle into that good night.
Grave men, near death, who see with blinding sight
Blind eyes could blaze like meteors and be gay,
Rage, rage against the dying of the light.
And you, my father, there on the sad height,
Curse, bless, me now with your fierce tears, I pray.
Do not go gentle into that good night.
Rage, rage against the dying of the light

กลอนบทข้างต้นนี้ บางช่วงถูกนำมากล่าวซ้ำหลายครั้งในหนังเรื่อง Interstellar ของ Christopher Nolan โดยเฉพาะท่อนที่ว่า Rage, rage against the dying of the light ในตอนที่ตัวเอกจะต้องเดินทางไปยังจุดหมายที่ไม่สามารถรู้ชะตากรรมได้

หนังเรื่องนี้มีทั้งคนรักและคนชัง แต่คงไม่มีคนด่าว่าหนังไม่ดีอย่างแน่นอน เพราะธีมดำเนินเรื่องนั่นแม่นมาก ผมคงสรุปเรื่องราวเพียงคร่าวๆ ไว้ เพราะบทวิจารณ์มีคนเขียนไว้เยอะอยู่แล้ว

เรื่องดำเนินไปในโลกในอนาคตที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาใหญ่มาก พืชผลปลูกไม่ขึ้น อากาศกำลังจะแย่ มนุษยชาติดูสิ้นหวัง อาชีพที่เป็นความหวังคือเกษตรกร ต่างจากปัจจุบันที่นักธุรกิจและผู้บริหารเป็นใหญ่ คูเปอร์เป็นชาวไร่ข้าวโพดที่วันๆ ก็ดูแลไร่ แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อก่อนเขาเคยทำงานเป็นนักบินยานอวกาศให้ NASA เรื่องที่ดูเหมือนบังเอิญที่เขาจับโดรนเก่าๆ เครื่องหนึ่งที่บินมาแถวบ้าน เหตุการณ์ประหลาดผีบอกใบ้ เป็นจุดเริ่มต้นแห่งชะตากรรมที่นำพาให้เขาเดินทางไปสู่ห้วงอวกาศเพื่อหาทางกอบกู้โลกที่กำลังล่มสลาย

หน้าหนังบอกเวลาเกือบๆ ๓ ชั่วโมงอาจจะทำให้คนขยาด แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ดูน่าเบื่อแม้ซักนาทีเดียว เพราะมันเป็นการนำเอาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ มาใส่อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการข้ามอวกาศ หลุมดำ การหลับไหลเพื่อชะลอความแก่ชรา สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญานอกโลก ฯลฯ โดยมีทฤษฎีสัมพันธภาพกฎของ Murphy (Murphy’s Law/ Reverse Murphy’s Law) และแรงดึงดูด เป็นแก่นกลางสำคัญ การจำลองภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ลอดหลุมดำ ชีวิตใน ๕ มิติ Vertical Horizon และอื่นๆ นั้นตระการตาตื่นอกตื่นใจมาก และที่สำคัญหนังเรื่องนี้ยังทำให้เรานึกถึงหนังและการ์ตูนเกี่ยวกับอวกาศหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น 2001 Space Odyssey, Star Was, Gundam, Armageddon เป็นต้น เรียกว่าใครเป็นคอหนังวิทยาศาสตร์ดูเรื่องนี้แล้วจะสนุกแน่นอน

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาเป็นแค่เปลือกนอกหรือชูรสของหนัง สิ่งที่หนังเรื่องนี้กล่าวถึงคือเรื่องของคนโดยแท้ การดำเนินเรื่องแม้จะอิงวิทยาศาสตร์แต่ที่ขับเคลื่อนให้เรื่องดำเนินไปคืออารมณ์ของคน ที่มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง ศีลธรรม การหลอกลวงเพื่อตัวเองหรือเพื่อส่วนรวม การเสียสละ เหล่านี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า แม้เราจะก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ขนาดไหน แต่กลายเป็นว่าจิตใจที่ถูกต้องของคนเรานี่แหละที่เป็นอุปกรณ์ชั้นดีที่จะทำให้เรื่องที่ไม่น่าเชื่อกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ และจงลับสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดให้พร้อมใช้อยู่เสมอ

นอกจากส่วนประกอบหลักๆ ที่ว่ามาข้างต้นแล้ว ส่วนประกอบย่อยของเรื่องก็ยังน่าสนใจ ในโลกที่ไม่เชื่อว่าการเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องโกหก องค์การ NASA เป็นสิ่งที่สูญหาย โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ของรัฐบาลเพื่อหลอกลวงประชาชน และสำคัญที่สุดคือเราควรจะอารมณ์ขันไม่งั้นก็อายหุ่นมัน

จริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้ คนที่จะทำคนแรกคือ Steven Spielberg ผมได้เคยอ่านบทย่อของแกแล้วก็ยอมรับว่าเป็นสไตล์แกมาก หนังรายละเอียดสูง ผูกเรื่องซับซ้อน อธิบายทุกสิ่งอย่าง แต่ดูจบแล้วคงไม่ได้อะไร ต่างจาก Nolan ที่ทำได้ลุ่มลึกและต้องนำไปขบคิดต่อเป็นปริศนาต่อ ซึ่งผมชอบอย่างหลังมากกว่า

IMG_0145.JPG

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s