Home

จากที่เคยคุยเรื่องวิชาการต่อสู้ของฟิลิปปินส์ที่ผ่านมา ถ้าจะไม่พูดถึง Modern Arnis ก็ดูกระไรอยู่ เพราะสิ่งนี้เป็นสายใยเชื่อมโยงระหว่างอดีตมายังปัจจุบัน เพราะสมัยนี้เมื่อพูดถึง Modern Arnis จะเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าหมายถึงวิชาของฟิลิปปินส์ แต่เป็นวิชาสมัยใหม่ที่ผสานของดั้งเดิมเข้ากับวิชาอื่นๆ เพราะคนที่คิดค้นคำนี้ขึ้นมาคือ Remy Presas หนึ่งในสามพี่น้องตระกูล Presas ที่ถือว่าเป็นบิดาของวิชาการต่อสู้ของฟิลิปปินส์สมัยใหม่

ตระกูล Presas เป็นตระกูลนักสู้มาแต่โบราณ สามพี่น้อง Remy, Ernesto และ Roberto เป็นคนที่ชื่นชอบศึกษาศิลปะการต่อสู้ต่างๆ มากไม่ว่าจะเป็นวิชาพื้นเมืองหรือวิชาของต่างประเทศ อาทิ ยูโด คาราเต้ ยิวยิสสู เป็นต้น สิ่งนี้ทำให้ทั้งสามมีความรอบรู้และเชี่ยวชาญในการต่อสู้เป็นอย่างดี ซึ่งต่อมาได้มีการจัดตั้งโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ของทั้งสามในฟิลิปปินส์ และปรับปรุงรูปแบบการฝึกซ้อมด้วยหวาย (rattan stick) ให้ผู้ฝึกซ้อมเจ็บตัวน้อยลง

การฝึกซ้อมด้วยหวายสมัยก่อนเน้นให้หวายฟาดแขนหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งทำให้หลายคนขยาด กว่าจะเก่งได้ก็เจ็บตัวไปซะมาก หลายคนมาฝึกได้ซักพักก็ท้อไป Remy จึงปรับรูปแบบใหม่ให้สามารถใช้ไม้หวายปะทะกันได้ เพื่อลดความเจ็บปวดและหวาดกลัว ซึ่งการใช้หวายมือเดียว หวายสองมือกลายมาเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของวิชาการต่อสู้ของฟิลิปปินส์ นอกเหนือจากการฝึกให้รู้จักใช้อาวุธตั้งแต่เริ่มต้นเรียน

Remy ได้เริ่มใช้คำว่า Modern Arnis  ในปี พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) สำหรับรูปแบบการต่อสู้ที่เค้าคิดค้นผสมผสานขึ้นมา และได้พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 (ค.ศ 1974) หรือเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน Remy หรือ The Professor ที่เรียกกันต่อๆ มา ได้มีโอกาสไปเผยแพร่ Modern Arnis ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นของใหม่มาก มีคนสนใจมาเรียนมากมาย ซึ่งลูกศิษย์ของเค้าก็กลายเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ Modern Arnis ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

Remy เป็นคนที่สอนเสมอว่าการต่อสู้ต้องไม่ซับซ้อน (Combat must be simple) การฝึกฝนที่เน้นรายละเอียดท่าทางมากเกินไปของผู้สอน จะส่งผลร้ายมากกว่าดีต่อผู้เรียน เพราะทำให้สับสนและเกินความจำเป็น การฝึกซ้อมที่ไม่ซับซ้อนจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจง่าย นำไปฝึกซ้อมเองได้ง่าย และเมื่อเข้าใจมากขึ้นแล้วค่อยเพิ่มความซับซ้อนต่อไป นอกจากนี้ เขาจะเน้นสอนให้ผู้เรียนรู้จักป้องกันตัวเองเป็นเบื้องต้น เพราะนั่นเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนการต่อสู้ทุกประการ หากไม่รู้จักป้องกันตัวเองแล้ว การจะไปปกป้องผู้อื่นคงลำบาก

ในเรื่องการฝึกซ้อมด้วยหวาย Remy ได้อธิบายว่าเพราะวิชาอาวุธของฟิลิปปินส์สมัยก่อนได้รับอิทธิพลจากวิชาดาบของสเปน ซึ่งลักษณะเด่นคือการแทนทิศทางการโจมตีด้วยตัวเลข และท่าย่างเท้าที่เป็นระบบ ทำให้ในสมัยหนึ่ง วิชาดาบของสเปนเป็นหนึ่งในโลกตะวันตก เมื่อเหล่า Conquistador ได้มายึดครองฟิลิปปินส์ก็ได้นำวิชาเหล่านี้มาด้วย และเผยแพร่ต่อไป ชาวฟิลิปปินส์ก็จะฝึกซ้อมโดยใช้ไม้หวายแทนดาบ เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาเจ้าอาณานิคม และประยุกต์วิชาดาบให้ใช้กับมีด Bolo ซึ่งเป็นมีดพื้นเมืองแทน จึงเป็นเหตุว่าทำไมการฝึกซ้อมสมัยก่อนจึงเน้นให้ใช้หวายฟาดตัวคนฝึก เพราะหวายแทนดาบ การใช้หวายฟาดกับหวายก็เท่ากับนำคมมีดหรือดาบฟาดใส่กัน คมมีดคมดาบย่อมเสียหาย ส่งผลต่อการได้เปรียบเสียเปรียบในการต่อสู้ และเมื่อฝึกซ้อมไปถึงระดับใช้มีดจริงหรือดาบจริง การสอนรับคมอาวุธ จะใช้สันหรือด้านข้างรับ เพื่อป้องกันผู้ใช้ หนึ่ง และทำลายคมอาวุธของฝ่ายตรงข้าม หนึ่ง

แต่ก็ไม่ใช่ว่าการปรับเปลี่ยนของ Professor Remy ในเรื่องการฝึกซ้อมด้วยหวายจะไม่ดี กลายเป็นว่าวิชาของฟิลิปปินส์ก็ได้เพิ่มอาวุธขึ้นมาอีกอย่างที่คือ Baton หรือไม้ที่เน้นการทุบ การกระแทก ในขณะที่มีดเน้นการตัดเฉือน (Stick breaks bones, Steel cuts flesh) ซึ่งผู้ฝึกต้องแยกแยะให้ออก ทั้งมีดและไม้มีการโจมตีคล้ายๆ กัน แต่ให้ผลต่อฝ่ายตรงข้ามต่างกัน และใช้วิธีการปลดอาวุธต่างกันด้วย ไม้สามารถปลดด้วยมือเปล่าได้ แต่มีดห้ามสัมผัสตัวเด็ดขาด จะปลดได้ก็ต่อเมื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามหมดสภาพแล้วเท่านั้น

ซึ่งตรงนี้ Bram Frank ที่เป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของ Professor Remy และเป็นผู้ก่อตั้ง CSSDSC ได้ขยายความในการสอนของ The Professor ว่า

-การที่สอนรูปแบบที่เรียบง่ายในการต่อสู้เพราะเมื่อเราอยู่ในสภาวะต่อสู้หรือคับขัน ร่างกายจะมีความกดดัน การออกแรง การเคลื่อนไหวที่ต้องการความละเอียด (Fine motor skill) จะไม่สามารถทำได้เต็ม 100% เหลือแต่การเคลื่อนไหวทั่วๆ ไป (Gross motor skill) ที่ยังทำได้ดี ดังนั้น การต่อสุ้จึงต้องการความเรียบง่ายทั้งในรูปแบบและท่าทาง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ตรงหน้าให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด โดยยึดหลักว่าต้องพยายามหลีกเลี่ยงแนวการโจมตี (don’t be in line with the attack) ไม่ใช่แค่การหลีกเลี่ยงแค่มือหรือเท้าเท่านั้น แต่ต้องหลีกเลี่ยงทั้งตัว หรือที่ในไทยจะเรียกว่าเคลื่อนขุม แล้วหลังจากนั้นค่อยหาวิธีตอบโต้

-จากในเรื่องของ Fine motor/ Gross motor skill เมื่อลงรายละเอียดแล้วจะพบว่า สมองเรามีการตอบสนองแบ่งได้ 3 ระดับ คือ ระดับสมาธิสูงสำหรับงานรายละเอียด ระดับสมาธิปานกลางสำหรับงานซับซ้อน และระดับธรรมดาสำหรับงานทั่วไป ในขณะที่ร่างกายมีการตอบสนองแค่ 2 ระดับ คือแค่งานละเอียดและงานทั่วๆ ไป การฝึกซ้อมส่วนใหญ่เราจะซ้อมในสภาวะที่ร่างกายไม่มีการกดดันและพร้อมเกือบที่สุด แต่เมื่อเจอสถานการณ์จริง มีความกดดันเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การตอบสนองของสมองและร่างกายจะลดลงไปหนึ่งขั้น นั่นหมายถึงในขณะที่สมองยังคิดเรื่องซับซ้อนได้ แต่ร่างกายไม่สามารถตอบสนองได้ทัน ดังนั้น การฝึกซ้อมควรฝึกฝนที่ระดับการตอบสนองธรรมดาทั่วไปที่ทั้งสมองและร่างกายทำได้เป็นอย่างดี Combat must be simple

-การต่อสู้ต้องมีเครื่องมือหรืออาวุธติดตัวเสมอ ไม่ควรต่อสู้ด้วยมือเปล่า เพราะโอกาสเสียเปรียบและเสียหายต่อตัวเองมีสูง  Colonel Rex Applegate ที่เป็นผู้สอนการต่อสู้ของทหารสมัยใหม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว โดยเสริมว่าให้หลีกเลี่ยงการต่อสู้ด้วยมือเปล่าในทุกกรณีที่เป็นไปได้ เครื่องมือที่ว่าไม่จำเป็นต้องคือมีดเสมอไป อาจเป็นไม้ หรือปืน หรืออื่นๆ ตามแต่สถานการณ์

นอกจากนี้ Professor Remy ยังเป็นคนที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เขาจะสอนลูกศิษย์เสมอๆ ว่าให้พัฒนา Modern Arnis เป็นแนวทางของตน โดยประสานกับสิ่งที่เรียนรู้มาก่อน (The art within your art) อย่ายึดติดกับรูปแบบ เพราะการต่อสู้ไม่มีกฎตายตัว ให้ตอบสนองโดยดูสถานการณ์ตรงหน้าเป็นสำคัญ (The flow) และฝึกฝนการโต้กลับฝ่ายตรงข้ามเมื่อเขาสามารถหลบการโจมตีของเราได้ (tapi tapi)

ผู้ที่ฝึกฝนในแนวทางของ Modern Arnis นี้จะถูกเรียกว่า Arnisadors ครับ

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s