Home

อ่านมาหลายครั้ง หลายที หลายที่ และตั้งนานแล้ว มีคำถามที่หลายคนชอบถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ตอนเด็กๆ นี่ดีจัง สนุกสดใส ทำอะไรได้ตามใจ แต่ทำไมพอโตขึ้น กลับไม่เหมือนก่อน โลกไม่สดใสดั่งที่คิด ความคิดไม่ละเอียดอ่อนเหมือนเดิม มองโลกหยาบกระด้างขึ้นจัง

อีกอย่างที่ฟังแล้วงงๆ คือบางคนเวลาทำอะไรไม่คล่องแคล่ว หรือโลดโผนเหมือนก่อน หรือรสนิยมเปลี่ยน ก็โทษความแก่กันเชียว ทั้งที่ๆ อายุยังไม่ถึง 50 ก็เรียกกันเกร่อซะ

แต่บรรดาคนที่รำพึงนั้นคงไม่ได้คิดคือ สิ่งที่ว่ามาเป็นความจริงของชีวิต

ความจริงที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นยาจก เศรษฐี ผู้วิเศษ หรือใครก็ตาม ต่างก็ต้องตกอยู่ในสิ่งเหล่านี้

เมื่อเราโตขึ้น เราเริ่มรู้แล้วว่าชีวิตของเราเองนั้นต้องมีคนดูแล พ่อและแม่ที่คอยรับผิดชอบเราตั้งแต่เกิดจนโตนั้น ไม่สามารถอยู่กับเราได้จนถึงตาย เราต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง ภาระต่างๆ จากคนรุ่นก่อน ภาระปัจจุบันของตัวเราค่อยๆ ผ่องถ่ายน้ำหนักมาให้เราโอบอุ้ม รวมถึงความสัมพันธ์ของโลกรอบข้างกับเราที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ก็ต้องการการดูแลด้วยเช่นกัน  สิ่งเหล่านี้และอื่นๆ ต่างก็ค่อยๆ ทยอยเข้ามาใช้เวลาของชีวิตเรา  จนบางครั้งเมื่อมากไป เราก็จะบ่นกันว่า ไม่มีเวลา  ทั้งๆ ที่เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะรับหรือไม่รับสิ่งใดเข้ามาในชีวิต

เมื่อเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคิดคำนึงถึงเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ความคิดแบบตอนเด็กๆ ที่สดใสไร้กังวลก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ  จิตใต้สำนึกเรานั้นมีความซับซ้อนเกินกว่าจะหยั่งถึง  ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทำไมเรามองโลกแบบเป็นจริงมากขึ้นจนรู้สึกว่าไม่ละเอียดอ่อนเหมือนเดิม

แต่ใช่ว่าความรู้สึกแบบตอนเด็กๆ จะหายไป ความรู้สึกเหล่านี้ยังคงอยู่ เพียงแต่รอเวลาที่จะโผล่เผยตัวตนออกมา เมื่อเรารู้สึกผ่อนคลาย อิสระ และสบายใจ ซึ่งเป็นจังหวะของชีวิตที่นานๆ จะมีซักครั้ง

แต่หากใครรอถึงจังหวะนั้นไม่ไหว แนะนำให้ไปเรียนศิลปะครับ ไม่ว่าจะเป็นวาดรูป ปั้นดิน ฯลฯ ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้จิดใจเราผ่อนคลาย  จะทำให้เรารู้สึกซนๆ เล่นๆ แบบเด็กๆ อีกครั้ง  ศิลปะไม่จำกัดอายุ แถมเป็นกุศโลบายที่ช่วยให้จิตใจเรากลับสู่ความสมดุลย์ในโลกที่แสนวุ่นวายและยุ่งเหยิงเช่นนี้

และเมื่อเราโตขึ้นก็คือแก่ครับ

เราแก่กันตลอดเวลา ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที ทุกวินาที  ความแก่มาเยือนเราเสมอ และมาพร้อมกับเพื่อนเขาที่ชื่อว่าประสบการณ์ชีวิต 

บางคนที่ชีวิตช่วงเริ่มต้นผ่านประสบการณ์โลดโผนมาแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อยากเดินช้าลงซักนิด เพราะเข้าใจจังหวะของตนเอง  บางคนแม้จะแก่ แต่กลับคบหาคนที่อายุอ่อนกว่าได้อย่างสนิทใจ เพราะเข้าใจถึงชีวิต เข้าใจถึงวัยของกันและกัน

แก่อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าแก่อย่างมีคุณภาพ แม้ร่างกายจะโรยรา แต่จิตใจกลับเยาว็วัย  ไม่เหมือนบางคนที่พอไม่อยากแก่ก็ไปทำสวยภายนอก แต่งโน่น เติมนี่ ตัดนั่น ให้ดูอ่อนวัย จนบางครั้งรู้สึกว่าความคิดอ่านก็ย้อนกลับไปไม่สมวัยตามไปด้วย

สิ่งเหล่านี้เป็นความธรรมดาของชีวิตที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้  ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม  ดังนั้น ขอให้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เมื่อวันหนึ่งมองย้อนกลับไป จะได้ไม่เสียใจว่าทำไม่ไม่ทำสิ่งนั้นเสียตั้งแต่วันนั้น

Live like there is no yesterday, Play like there is no tomorrow.

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s