ประวัติเอกสารสำหรับ พฤศจิกายน, 2008

h1

Prices will rise …

27 พฤศจิกายน 2008

เพิ่งหันกลับมาทานกาแฟสดร้อนหลังจากกาแฟกระป๋อง Suzuki ขึ้นราคาอีก 5 บาทเป็น 20 บาท

ที่ชอบ Suzuki เพราะรสชาติกาแฟจะนุ่มนวล ไม่จัดจ้านมาก ต่างจากยี่ห้ออื่นๆ ในตลาดเช่น Nescafe, Birdy, Oishi ที่ทานแล้วบางทีจะรู้สึกซ่าๆ ที่ลิ้น และมีกลิ่นเหม็นหืนของนมข้นหวานที่ใช้ผสมด้วย  แต่ยี่ห้อนี้หาทานยากหน่อย ถ้าไม่ใช่ตามซูเปอร์มาเกต หรือร้านของเค้าเอง แทบจะไม่เห็นเลย

ส่วนกาแฟสดนี่ซื้อข้างทางจากร้านประจำที่เคยทานเมื่อก่อน รสชาติไปได้กับราคา ที่จริงมีร้านข้างๆ ที่ทำรสชาติดีกว่านี้ แต่ราคาสู้ไม่ไหว สภาพตอนนี้ แค่พออยู่พอกินก็ดีใจแล้ว ไม่อยากหรูมาก

เมื่อก่อนจะชอบทานกาแฟดำร้อนตอนเช้า นัยว่าตาสว่างเร็วดี แต่หลังๆ ไม่ค่อยมีเวลาละเลียด เลยเปลี่ยนมาเป็นกาแฟกระป๋องแทน ซึ่งสะดวก และรสชาติหวาน มัน ถูกใจ แต่พอเจอขึ้นราคาไป เลยเปลี่ยนไปทานกาแฟสดข้างทางดีกว่า ราคาเท่ากันแต่ได้รสชาติเพิ่มขึ้น  กาแฟกระป๋องยังไงก็เป็นกาแฟกระป๋องอ่า ผสมเครื่องปรุงมากไปจนเสียรสชาติ

ท่าทางนี้คงจะเป็นปัจจัยที่หกรองจาก อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ยา ที่อยู่อาศัย และมือถือ แน่ๆ เลย 555+

ป.ล. รูปประกอบเป็นกาแฟแมวดำ (black cat) ซึ่งออกมานานแล้วล่ะ แต่ออกแบบโดนดี มีแบบ capuchino กับ black coffed ให้เลือกด้วย ซึ่งตาแมวจะโตไม่เท่ากันในแต่ละแบบ

h1

Till death do us part….

25 พฤศจิกายน 2008

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปงานแต่งมา 2 งาน

อืม มันเป็นวันที่สุขที่สุดของคนสองคนจริงๆ และเป็นบททดสอบแรกว่าจะอยู่ด้วยกันพร้อมญาติๆ ทั้งสองฝ่ายได้รึเปล่า

งานแต่งต้องผ่านการทะเลาะ ถกเถียง เง้างอน ยอมความ ประสานประโยชน์ อย่างมีชั้นเชิง ยิ่งเจอครอบครัวแบบถือประเพณีมาก่อนด้วยแล้ว ยิ่งต้องพริ้วมากขึ้นไปอีก รวมถึงถ้าต้องการงานที่แปลกแหวกแนว มีไอเดีย กิ๊บเก๋ รับรองได้ว่าเหนื่อยเป็นหลายเท่า ถ้าไม่มีผู้ช่วยที่ดี

แม้ว่าปัจจุบันจะมีคนรับจัดงานให้ (organizer) แต่ก็ใช่ว่าสบาย ต้องมานั่งคุย นั่งดูรายละเอียด ดีอย่างแค่ว่าไม่ต้องไปลงมือเองทั้งหมด

บางคนคบกันมาแล้วคิดว่างานแต่งคือจุดหมาย แต่จริงๆ คือการอยู่ด้วยกันอย่างสมานฉันท์จนตลอดรอดฝั่งต่างหากที่เป็นจุดหมายที่ควรหวัง  อยู่ด้วยกันดั่งลิ้นกับฟัน นิสัยที่ไม่เคยนึก ไม่เคยเห็น ก็จะค่อยๆ โผล่ออกมา ทีละนิด ทีละนิด  ถ้ายอมได้ รับได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ายอมไม่ไหว ทีนี้ล่ะบ้านแตกเลย จะแตกน้อยแตกมากก็ขึ้นอยู่กับดีกรีของแต่ละคน ซึ่งไม่เกี่ยวกับดีกรีบนขวดสุราแต่อย่างใด

สิ่งที่ตามมาอีกอย่างหลังแต่งคือความรับผิดชอบ เพราะถือว่าเมื่อแต่งงานแล้วก็เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ต้องดูแลคู่ บ้าน ญาติ และอาจรวมถึงสัตว์เลี้ยงให้มีประสิทธิภาพ  ความรับผิดชอบทุกอย่างต่างก็กลืนกินเวลาส่วนตัวไปทีละน้อย ทีละน้อย จนบางทีอาจจะงงๆ กันว่า เวลามันหายไปไหนหมด ไม่ได้ไปเที่ยวเต้นรำระบำฟ้อนเหมือนเมื่อก่อนเป็นไปได้อย่างไร แต่มันก็เป็นไปแล้ว ทำใจเสียเถอะ 555+

แต่อย่างไร อยู่เป็นคู่ก็ยังอบอุ่นกว่าอยู่คนเดียวแหละ ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาวก็ตาม

h1

You are the sun in the ocean…….

13 พฤศจิกายน 2008

ใครที่อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเก่าๆ น่าจะเคยเห็นตัวละครคล้ายๆ แบบนี้

ตอนแรกๆ ก็นึกว่ามันเป็นรูปตลกๆ เพี้ยนๆ ของคนวาดการ์ตูน ปรากฎว่ามันมีตัวจริงๆ แฮะ

ชื่อของปลาตัวนี้คือ Mola Mola หรือชื่อสั้นว่า ปลาพระอาทิตย์ (sun fish) อาศัยอยู่แถวทะเลเขตร้อน บางตัวเขาว่าหนักถึง 3000 ปอนด์ (ราวๆ 1.3 ตัน) ทานแพลงตอนและสัตว์น้ำเล็กๆ เป็นอาหาร

Mola Mola ในภาษาละตินแปลว่า หินรูปวงล้อขนาดใหญ่ อนาโตมี่มันก็ราวๆ นี่ล่ะ

 

ดูๆ แล้วเป็นสัตว์โลกน่ารักชวนพิศวงอีกชนิดหนึ่ง แต่ก็น่ารักดีนะ

h1

Jurassic Park is lost world now…

7 พฤศจิกายน 2008

อ่านข่าว Michael Clichton คนขียน Jurassic Park เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา อายุ 66 ปี

คนนี้เป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่เก่งมากคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน นิยายหลายเรื่องของเขาทำให้เราต้องกลับมานั่งคิดว่า มันจะเป็นจริงได้หรือ? พอถูกทำเป็นหนังใหญ่ก็ยิ่งทำให้เราต้องรู้สึกว่า อนาคตอยู่ใกล้แค่นี้เอง  นอกจากนิยาย ภาพยนตร์ แล้ว เขายังร่วมงานกับทีวีซี่รี่ส์ ER ด้วย แต่ที่ติดตัวเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของเขาก็คือ Jurassic Park นั่นเอง

แต่หนังสือที่ผมประทับใจกลับไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ที่เขาเขียน แต่เป็นประวัติชีวิตเขาในชื่อ Travel

หนังสือหนาเล่มนี้บรรจุเรื่องราวของ Clichton ตั้งแต่การงาน การเดินทาง และการสนใจค้นหาความลับของสิ่งต่างๆ รอบตัว เป็นหนังสือที่สะท้อนถึงวิธีคิดของเขาในการทำงาน จะบอกว่าหนังสือเล่มนี้สอนเกี่ยวกับเรื่องเขียนนิยายน้อยมาก และเป็นหนังสือเล่มที่ผมว่า ทำให้รู้จัก Michael Clichton ในอีกแง่หนึ่งที่ไม่ใช่นักเขียนนิยาย แต่เป็นนักเล่าเรื่อง นักเดินทาง ที่ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

Rest in peace Mr. Clichton….

h1

Starry Starry Night…… is gone

6 พฤศจิกายน 2008

เคยฟังเพลงของ John Denver ป่ะ Starry Starry Night ที่บรรยายเกี่ยวกับ Van Gogh ไหม

ตอนนี้ตามเมืองใหญ่ๆ ที่ใช้ไฟกันเยอะๆ ทำให้ตอนกลางคืนฟ้าสว่างขึ้น และไม่ค่อยเห็นดาวเต็มฟ้าซักเท่าไหร่ ลองดูท้องฟ้าตอนกลางคืนในฮ่องกง สิงคโปร์ สิจะเห็นว่าออกสีมัวๆ ไม่มืด แถมนับดาวไม่ค่อยได้  กรุงเทพเองก็ติดอันดับเมืองใ้ช้ไฟเยอะเหมือนกันนะ จะดีใจ หรือเสียใจ เนี่ย เพราะใช้ไฟเยอะก็เปลืองทรัพยากรเยอะ โลกร้อนแย่

ภาพท้องฟ้าตอนกลางคืนที่มีดาวกระพริบเต็มไปหมดที่เกาะสิมิลันเมื่อหลายปีก่อน มันมหัศจรรย์มากเลยน่ะ ท้องฟ้าเป็นสีดำมืดสนิท แล้วมีดาวกระจายเต็มไปทั่ว ทอแสงวิบๆ วับๆ นั่งกินเบียร์ขมๆ ชมท้องฟ้า เหมือนฝันจริงๆ เล้ย

ถ้าอยู่กรุงเทพนะ เห็นดวงจันทร์ได้ก็บุญแล้ว

ตอนนี้เค้ามีการรณรงค์เรื่องนี้กันอยู่ พื้นฐานก็คือพยายามใช้หลอดไฟที่ไม่กระจายแสงไปบนท้องฟ้า ให้หลอดไฟมีโคมครอบหัวไว้ ลดการใช้ไฟตามจุดต่างๆ และวิธีอื่นๆ อีก นอกจากนี้ ยังมีองค์กรที่สนับสนุนทางนี้อยู่เรียกว่า International Dark-sky Association (IDA) ไปลองอ่านรายละเอียดดูได้ที่ www.darksky.org

แล้วกลางคืนจะได้กลับมาเป็นคืนที่ดาวเต็มฟ้าเหมือนเคย

h1

Dream goes on….

3 พฤศจิกายน 2008

เมื่อความฝันสั่งให้ใจเราก้าวเดิน

จริงๆ คนเราฝันอยู่ทุกวัน

ฝันว่าพรุ่งนี้เราจะได้กินข้าวเช้าเมนูโปรด ฝันว่าไปทำงานทัน ฝันว่าลูกค้าตกลงเซ็นสัญญาซื้อขาย ฝันว่าได้ทานข้าวกลางวันร้านโปรด ฯลฯ

และเมื่อวันพรุ่งนี้มาถึง เราก็ทำตามกำลังของเราอย่างเต็มที่เพื่อใ้ห้ฝันที่หวังนั้นเป็นจริง 

สิ่งที่กล่าวมาไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไร เป็นสิ่งเล็กๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวทุกเมื่อเชื่อวัน  แต่ลองคิดดูครับ ว่าแต่ละวันเราต้องเจอกับอุปสรรคเช่นใดบ้าง ที่ทำให้ไม่สามารถทำตามที่ฝันได้ เช่น

ตื่นสาย ทานข้าวเช้าไม่ทัน
มีเรื่องตอนเช้า เข้างานสาย
ลูกค้าด่วนเข้ามา ทำให้ต้องเลื่อนนัดที่จะไปเซ็นสัญญา
เพื่อนชวนไปทานข้าวเที่ยง ทำให้พลาดจากร้านอร่อยที่เราฝันไว้
และอื่นๆ อีกมากมาย…

ซึ่งถ้าเราสามารถทำตามความฝันรายวันได้สำเร็จมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ทำไมจะทำความฝันของชีวิตสำเร็จไม่ได้

ระหว่างทางเดิน มีเรื่องราวทั้งดีและร้าย มีสมหวัง มีผิดหวัง แต่ทุกเรื่องเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เรานำมาคิด ไตร่ตรอง แก้ไข และนำมาซึ่งการตัดสินใจที่ถูกต้องในโอกาสข้างหน้า

คำพูดของเด็กๆ รุ่น a day magazine “หัวใจของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย แต่อยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง”
สำหรับผมมองว่าคนที่มีความฝันและกำลังจะเริ่มลงมือทำเป็นคนบ้าครับ

บ้าที่จะคิดถึงสิ่งที่ชีวิตนี้ไม่เคยทำ ไม่เคยพบ ไม่เคยประสบมาก่อน เพียงแต่มีคนบอกว่าจุดหมายนั้นมีจริง มี guidebook จากคนอื่นๆ ว่าสิ่งที่ฝันนั้นเป็นไปได้

ความฝันหล่อเลี้ยงชีวิตให้เดินต่อไปได้ และการจะเดินตามฝันคุณอาจจะต้องปิดตาเสียข้างหนึ่ง และใช้สัญชาติญาณเพิ่มขึ้นอีกนิดนึง

บางทางเดินที่เลือก คนรอบข้างอาจจะคัดค้าน บอกว่าเสี่ยง อย่าไปทางนั้นเลย เลือกทางอื่นดีกว่า

แต่ถ้าคุณเตรียมเสบียงพร้อม เตรียมคิดรับมือกับความน่าจะเป็นต่างๆ  เตรียมใจที่จะเผชิญกับความยากลำบาก และเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดฝัน เมื่อดูทุกอย่างเรียบร้อยแล้วลองถามใจดูว่าจะเดินไปทางนี้ดีไหม

ถ้าใจบอก “เดิน” ก็เดินไปเถิดครับ  ต่างคนต่างมีทางของตน ทางของเราอาจจะใกล้เคียง แต่ไม่จำเป็นต้องเหมือนทางของคนอื่นที่เดินผ่านมาแล้ว

แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เป็นคนหัวแข็งไม่ฟังคำทัดทาน คำแนะนำ และคำตักเตือนของคนอื่นๆ  

ตรงกันข้าม นักเดินทางจะ่ต้องรับฟังทุกความคิดไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง เพื่อนำมาปรับปรุงใช้ให้เกิดประโยชน์กันเราที่สุด และต้องมั่นใจ เชื่อใจในความฝันของเราด้วยเช่นกัน ซึ่งทางลัดที่ไปสู่ความฝันให้เร็วขึ้น คือสอบถามจากผู้ที่เคยไปถึงมาแล้ว จากผู้มีประสบการณ์ต่างๆ รวมทั้งความอดทนต่ออุปสรรค ความตั้งมั่นต่อจุดหมาย และการวางแผนที่ดีในการก้าวเดิน

ที่สำคัญระหว่างทางเดิน ควรเผื่อแผ่เอื้อเฟื้อพื่อนร่วมทางครับ การกดคนอื่นต่ำ ไม่ได้ทำให้ตัวตนของเราสูงขึ้นเลย

ชีวิตเราสั้นนัก มีความฝันแล้ว ถ้าพร้อมก็ลงมือทำเถอะครับ

Shoot for the moon, even if you miss you will land among the stars. – Les Brown (นักพูดผู้มีชื่อเสียงของอเมริกา)

แม้สุดท้ายจะไม่ึถึงฝั่งฝัน แต่ก็ขอให้ภูมิใจเถอะครับว่าคุณได้ลงมือทำมันแล้ว  :)

h1

Coffee is really HOT!!!!

3 พฤศจิกายน 2008

เปล่าไม่ได้หมายถีงกาแฟร้อน

แต่เคยสังเกตุไหมว่ากาแฟน่ะเค้ามีขายแบบพวกตลาดซื้อขายล่วงหน้าในระดับโลกด้วย ไม่น่าเชื่อเลย

หลายปีก่อนเห็นบ้าชาเขียว เอะอะก็เอาชาเขียวไปก่อน นัยว่ามีสรรพคุณดี แม้กระทั่งผ้าอนามัยยังขอเอี่ยวชาเขียวเลย บ้าไปแล้ว

ที่เห็นกาแฟนี่ นอกจากจะเอาไว้ทานเป็นเครื่องดื่มแล้ว ยังเอาไปสกัดคาเฟอีนด้วย แล้วเจ้าคาเฟนี่ยุ่งวุ่นวายกับของอื่นๆ ยิ่งกว่าชาเขียวอีก คือใ่ส่มันทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นยา อาหาร เครื่องดื่ม ฯลฯ (แต่ยังไม่เคยเห็นผ้าอนามัยกลิ่นกาแฟนะ 555)

เมลามีนชิดซ้ายได้ถ้าเจอกาแฟเข้าจังๆๆๆ เพราะกาแฟไม่ทำให้เป็นหมัน แต่ทำให้นมเล็กลง กระดูกพรุน แถมยังใช้ดีท๊อกซ์ได้ด้วย หุหุ

สำหรับเจ้ากาแฟที่ขายในตลาดล่วงหน้านี่ เค้ามีการแบ่งราคาตามเกรด เกรดดีก็ได้ราคาดี เกรดรองลงไปราคาก็ต่ำลงไป  ของไทยนี่ไม่ต้องพูดถึง ยังไม่ติดอันดับเท่าไหร่ เพราะผลผลิตไม่เพียงพอ คุณภาพยังไม่ถึง แค่ทำส่งให้โรงงานในประเทศก็แทบทำไม่ทัน เหนื่อยตายแล้ว

ย่อๆ คือ

1 กาแฟมีการขายทั้งสองพันธุ์ คือ โรบัสต้า กับ อราบิก้า  โรบัสต้าได้ผลผลิตมากกว่าเพราะปลูกได้หลายที่ และคิดเป็นประมาณ 40% ของกาแฟที่ใช้กันในทั่วโลกปัจจุบัน 

2 ราคาขายเป็น USD ต่อปอนด์ หนึ่งหน่วยซื้อขาย = 37,500 ปอนด์

3 ราคาจะออกมาเป็นเดือนๆ คือ มี.ค. พ.ค. ก.ค. ก.ย. และ ธ.ค.  

สนใจดูราคากาแฟก็ไปดูได้ที่ New York Board of Trade (www.nybot.com)

h1

Postcards from Heaven

2 พฤศจิกายน 2008

ยังมีใครเขียนโปสการ์ดส่งหากันและกันบ้างไหม

ลองคิดดูเล่นๆ ถ้าหากคนที่เรารักได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่ยังติดต่อกับเราได้ทางโปสการ์ดล่ะ จะเป็นยังไง….

“ย่าสบายดี ที่นี่สบายเหมือนอยู่ในสวรรค์เลย (แหงล่ะสิ)”

“ตอนนี้พ่อกำลังดีกอล์ฟกับเทวดาอยู่ ฝากความคิดถึงแม่ด้วยนะ พ่อเตรียมสร้างบ้านไว้ให้ลูกๆ แล้ว 555″

“เฮ้ย กูเพิ่งรู้ว่าหนามงิ้วนี้เจ็บเป็นบ้าเลย แม่มมม วันนี้กูปีนขึ้นไป 5 ต้นแล้ว ยมบาลยังสั่งให้กูปีนต่ออีก เหนื่อยฉิบหาย”

“เธอจ๋า กระทะทองแดงนี่ดีกว่าซาวน่าจริงๆ ร้อนกว่า เหงื่อออกเยอะกว่าด้วย นี่เหงื่อออกจนเห็นกระดูกเลย ตรงนี้เห็นมีที่ว่างสำหรับเธอด้วยล่ะ”

ฯลฯ

คนอ่านมันจะรู้สึกไงเนี่ย 555

แล้วถ้าเขียนไปแล้วยังตอบกลับมาได้นี่ บ้านไม่แตกเหรอ

“ขอบใจสำหรับจดหมายนะเพื่อน ฝากทำสังฆทานให้ด้วยสิ เอา @#$%&*@#$% อ้อ อย่าลืมใส่กระเพราะำไก่ด้วยนะ ที่นี่หากินยากฉิบหาย”

“พ่อคิดว่าจะตอบโปสการ์ดนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วลูก เพราะพ่อจะได้ไปเกิดใหม่เป็น #$%@#$@#$% ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปเยี่ยมพ่อในร่างใหม่บ้างนะ”

น่าจะหวีด เสียว ฮาน่าดู 555