h1

ลมหนาวแรกของปี

3 พฤศจิกายน 2009

อากาศเริ่มเปลี่ยนแล้ว ลมหนาวแรกเริ่มพัดมาเยือนกรุงเทพเมื่อปลายสัปดาห์นี้เอง โดยก่อนหน้านี้ก็ได้พัดผ่านกระจายความเย็นในภาคเหนือและอีสานมาก่อนแล้ว ท้องฟ้าเริ่มใสเป็นสีฟ้า สวย สงบ บ่งบอกถึงบรรยากาศยามนี้เช่นกัน

หน้าหนาวเริ่มแล้ว แต่ไม่รู้จะนานไหมครานี้ หน้าหนาวเมืองไทยนี้รวนเรกว่าวัยรุ่นผู้สาวนัก บทจะอยู่นานก็นานจนไม่คาดคิด  บทจะอยู่สั้นก็แทบกระพริบตาพลันหายไปเสียแล้ว  ถือเป็นประจำว่าเมื่อลมหนาวพัดมา การงานก็ดูจะน้อยลงเพื่อเตรียมตัวต้อนรับฤดูกาลเฉลิมฉลองปลายปี  แต่ปีนี้กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เหมือนเราจะทำงานโดยหยุดไม่ได้เพื่อชดเชยกับยอดขายต้นปีที่ลดลงจากผลกระทบของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปีก่อน

หรือเราจะกลายเป็นหุ่นยนต์ไร้หัวใจไปจริงๆ แล้ว

h1

วีธีวัดความอ้วนง่ายๆ สำหรับท่านผู้ชาย

23 กันยายน 2009

ตอนนี้ โรคอ้วน กลายเป็นวาระแห่งชาติสำหรับประเทศไทยแล้ว ใครๆ ก็อยากผอมกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นลูกเด็กเล็กแดง สตรี คนชรา หนุ่มและสาว

สำหรับสาวๆ ค่อนข้างจะอ่อนไหวต่อความอ้วนหน่อย แค่ใส่เสื้อที่รัดๆ อยู่แล้ว คับขึ้นไปอีกนิดนึง ก็บ่นแล้วว่าอ้วน

แต่สำหรับหนุ่มๆ แล้ว ส่วนใหญ่มักจะปล่อยเนื้อปล่อยตัว คิดว่าเดี๋ยวก็ลด แล้วก็กินต่อไป หนำซ้ำกินเหล้านี่แหละตัวดี ยิ่งกินยิ่งอ้วน เพราะกินทั้งดึก กินกับเรื่อยๆ อีก เรียกว่าโอกาสเสี่ยงสูงจริงๆ

มาวันนี้ผมก็เลยจะแนะนำวิธีตรวจสอบตัวเองง่ายๆ ว่าอ้วนรึยังกับหนุ่มครับ

วิธีการง่ายนิดเดียว แค่ยืนตัวตรง หลังตรง มองไปข้างหน้า จากนั้นค่อยๆ ก้มลงไปมองปลายเท้า ไม่ต้องก้มตัวนะครับ ก้มแค่คอพอ จากนั้นลองมองดู…

-ถ้าเห็นพุงเราบังปลายเท้ามิด แสดงว่าอ้วนแล้วครับ
-ถ้าพอมองเห็นปลายนิ้วเท้าก็แสดงว่าท้วมๆ
-ถ้าพอมองเห็นเท้าก็แสดงว่ากำลังดี

แต่ถ้าให้เจ๋งจริง ต้องมองเห็นทั้งปลายกระจู๋กับเท้าพร้อมกันครับ แบบนี้รับรองว่าผอมแน่ๆ อิอิ :)

h1

เราต่างมีบัตเตอร์เค้กเป็นของตัวเอง

10 กันยายน 2009

บัตเตอร์เค้กเป็นขนมที่แสนจะธรรมดา ทานง่าย และอร่อย  ส่วนผสมหลักๆ ก็คือเนยสด แป้ง น้ำตาล และไข่ การทำใช้วิธีแบบตีครีม โดยนำเอาเนยและน้ำตาลมาตีจนเนื้อเนียนเพื่อเก็บอากาศลงไปในเนย จากนั้นใส่ไข่ลงไป ตีให้เข้ากันแล้วนำไปอบจนสุก อาจจะมีการใส่ส่วนผสมอื่นๆ เพื่อเพิ่มรสชาติด้วย

คนเราก็เหมือนบัตเตอร์เค้กนั่นล่ะครับ ต่างมีความสามารถอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรู้จักวิธีดึงออกมาใช้

บางคนรู้ตัวว่ามีดีอยู่แล้วและใช้ความสามารถนั้นตลอด ก็เหมือนกับบัตเตอร์เค้กที่ออกจากเตาร้อนๆ หอมกรุ่น

บางคนต้องผ่านอุปสรรคซักหน่อยก็เหมือนกับบัตเตอร์เค้กที่ต้องนำไปแช่เย็น หรือปิ้งให้กรอบนอกนุ่มในเพื่อเพิ่มความอร่อย

บางคนต้องเสริมเพิ่มความสามารถด้านอื่นๆ ให้ตัวเองก็เหมือนกับบัตเตอร์เค้กที่ต้องใส่ผลไม้อบแห้ง ราดครีม ราดคาราเมลเพื่อเพิ่มรสชาติ ฯลฯ

แต่บัตเตอร์เค้กที่ไม่มีใครอยากกินคือบัตเตอร์เค้กที่เสียแล้ว ก็เหมือนกับคนที่กว่าจะรู้ว่าตัวเองมีดีก็สายเสียแล้ว

ดังนั้น มีอะไรดีในตัวก็ดึงออกมาใช้ให้เต็มที่นะครับ จะได้ไม่ต้องโดนทิ้ง

ป.ล. ชื่อเรื่องเอามาจากหนังสือเล่มนึงในดวงใจผม “เราต่างมีแสงสว่างในตนเอง” ของคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ ครับ

h1

ความเยาว์หายไปตามวัย…จริงหรือ???

8 กันยายน 2009

อ่านมาหลายครั้ง หลายที หลายที่ และตั้งนานแล้ว มีคำถามที่หลายคนชอบถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ตอนเด็กๆ นี่ดีจัง สนุกสดใส ทำอะไรได้ตามใจ แต่ทำไมพอโตขึ้น กลับไม่เหมือนก่อน โลกไม่สดใสดั่งที่คิด ความคิดไม่ละเอียดอ่อนเหมือนเดิม มองโลกหยาบกระด้างขึ้นจัง

อีกอย่างที่ฟังแล้วงงๆ คือบางคนเวลาทำอะไรไม่คล่องแคล่ว หรือโลดโผนเหมือนก่อน หรือรสนิยมเปลี่ยน ก็โทษความแก่กันเชียว ทั้งที่ๆ อายุยังไม่ถึง 50 ก็เรียกกันเกร่อซะ

แต่บรรดาคนที่รำพึงนั้นคงไม่ได้คิดคือ สิ่งที่ว่ามาเป็นความจริงของชีวิต

ความจริงที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นยาจก เศรษฐี ผู้วิเศษ หรือใครก็ตาม ต่างก็ต้องตกอยู่ในสิ่งเหล่านี้

เมื่อเราโตขึ้น เราเริ่มรู้แล้วว่าชีวิตของเราเองนั้นต้องมีคนดูแล พ่อและแม่ที่คอยรับผิดชอบเราตั้งแต่เกิดจนโตนั้น ไม่สามารถอยู่กับเราได้จนถึงตาย เราต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง ภาระต่างๆ จากคนรุ่นก่อน ภาระปัจจุบันของตัวเราค่อยๆ ผ่องถ่ายน้ำหนักมาให้เราโอบอุ้ม รวมถึงความสัมพันธ์ของโลกรอบข้างกับเราที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ก็ต้องการการดูแลด้วยเช่นกัน  สิ่งเหล่านี้และอื่นๆ ต่างก็ค่อยๆ ทยอยเข้ามาใช้เวลาของชีวิตเรา  จนบางครั้งเมื่อมากไป เราก็จะบ่นกันว่า ไม่มีเวลา  ทั้งๆ ที่เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะรับหรือไม่รับสิ่งใดเข้ามาในชีวิต

เมื่อเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคิดคำนึงถึงเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ความคิดแบบตอนเด็กๆ ที่สดใสไร้กังวลก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ  จิตใต้สำนึกเรานั้นมีความซับซ้อนเกินกว่าจะหยั่งถึง  ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทำไมเรามองโลกแบบเป็นจริงมากขึ้นจนรู้สึกว่าไม่ละเอียดอ่อนเหมือนเดิม

แต่ใช่ว่าความรู้สึกแบบตอนเด็กๆ จะหายไป ความรู้สึกเหล่านี้ยังคงอยู่ เพียงแต่รอเวลาที่จะโผล่เผยตัวตนออกมา เมื่อเรารู้สึกผ่อนคลาย อิสระ และสบายใจ ซึ่งเป็นจังหวะของชีวิตที่นานๆ จะมีซักครั้ง

แต่หากใครรอถึงจังหวะนั้นไม่ไหว แนะนำให้ไปเรียนศิลปะครับ ไม่ว่าจะเป็นวาดรูป ปั้นดิน ฯลฯ ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้จิดใจเราผ่อนคลาย  จะทำให้เรารู้สึกซนๆ เล่นๆ แบบเด็กๆ อีกครั้ง  ศิลปะไม่จำกัดอายุ แถมเป็นกุศโลบายที่ช่วยให้จิตใจเรากลับสู่ความสมดุลย์ในโลกที่แสนวุ่นวายและยุ่งเหยิงเช่นนี้

และเมื่อเราโตขึ้นก็คือแก่ครับ

เราแก่กันตลอดเวลา ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที ทุกวินาที  ความแก่มาเยือนเราเสมอ และมาพร้อมกับเพื่อนเขาที่ชื่อว่าประสบการณ์ชีวิต 

บางคนที่ชีวิตช่วงเริ่มต้นผ่านประสบการณ์โลดโผนมาแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อยากเดินช้าลงซักนิด เพราะเข้าใจจังหวะของตนเอง  บางคนแม้จะแก่ แต่กลับคบหาคนที่อายุอ่อนกว่าได้อย่างสนิทใจ เพราะเข้าใจถึงชีวิต เข้าใจถึงวัยของกันและกัน

แก่อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าแก่อย่างมีคุณภาพ แม้ร่างกายจะโรยรา แต่จิตใจกลับเยาว็วัย  ไม่เหมือนบางคนที่พอไม่อยากแก่ก็ไปทำสวยภายนอก แต่งโน่น เติมนี่ ตัดนั่น ให้ดูอ่อนวัย จนบางครั้งรู้สึกว่าความคิดอ่านก็ย้อนกลับไปไม่สมวัยตามไปด้วย

สิ่งเหล่านี้เป็นความธรรมดาของชีวิตที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้  ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม  ดังนั้น ขอให้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เมื่อวันหนึ่งมองย้อนกลับไป จะได้ไม่เสียใจว่าทำไม่ไม่ทำสิ่งนั้นเสียตั้งแต่วันนั้น

Live like there is no yesterday, Play like there is no tomorrow.

h1

อาชีพที่น่าทำงานที่สุดในโลก

25 สิงหาคม 2009

หลังจากที่ออสเตรเลียประกาศรับสมัครคนเฝ้าเกาะที่รายได้ดีที่สุดในโลกไปแล้วเมื่อต้นปี ตอนนี้ผมว่าอาชีพที่น่าทำงานที่สุดในโลกอีกอย่างคืออาชีพนี้ครับ

 

พนักงานจดสถิติภาคสนามของ Guinness Book

 

อาชีพนี้ต้องเดินทางไปทั่วโลก และได้พบแต่ของที่เป็นที่สุดในโลกทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น คัพเค้กใหญ่สุดในโลก ธูปยักษ์ พิซซ่ายักษ์ คนจิ๋ว ฯลฯ  ครบสูตรโหด มันส์ ฮา อิอิ

h1

ชายผู้มีเวลาเป็นของตัวเอง

15 สิงหาคม 2009

สมชายนั่งมองเวลาจากนาฬิกาข้อมือเป็นครั้งที่สามแล้วภายใน 15 นาทีที่ผ่านมา

เขารู้สึกร้อนใจต่อการนัดหมายครั้งนี้มาก เพราะนี่เป็นนัดหมายที่สำคัญ เขากำลังจะได้คำสั่งซื้อล็อตใหญ่จากลูกค้าเจ้าประจำคนนี้ และหมายมั่นปั้นมือว่านี่จะเป็นผลงานชิ้นสำคัญเพื่อเลื่อนตำแหน่งเขา แต่กลับได้ยินมาว่าบริษัทคู่แข่งก็ได้ส่งคนเข้ามาทาบทามลูกค้าคนสำคัญคนนี้ด้วยเช่นกัน

นี่จึงเป็นสาเหตุที่สมชายต้องขอนัดด่วนในวันนี้เพื่อคุยกับลูกค้าให้ชัดในเรื่องยอดสินค้าที่จะซื้อ

แต่ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกร้อนใจผิดปกติขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใช่เพราะว่าเค้ามารอนานแล้ว แต่เค้ารู้สึกว่าเวลาในข้อมือเค้าเดินช้ากว่าปกติ เรียกว่าแทบจะหยุดเดินด้วยซ้ำ

การมองครั้งที่สาม เวลาก็ยังเป็นบ่ายสามโมงห้านาที ไม่ได้ต่างอะไรจากการมองครั้งแรกเมื่อ 15 นาทีก่อนเลย

ตอนแรกเขานึกว่านาฬิกาคงเสีย แต่เมื่อขอลองเทียบเวลากับนาฬิกาเรือนอื่น ก็ได้เวลาที่ตรงกัน

นี่ไม่น่าจะเป็นเรื่องปกติซะแล้ว

พนักงานรอบๆ ข้างเขาก็ยังทำงานเป็นปกติ ไม่มีใครรู้สึกถึงความผิดปกติแต่อย่างใด

สมชายนึกถึงหนังเรื่อง Groundhog Day ที่ตัวเอกต้องใช้ชีวิตช้ำๆ อยู่ในวันพิเศษวันหนึ่งของปีเป็นระยะเวลานาน มีแต่ตัวเองคนเดียวที่ดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องราว แต่คนรอบข้างได้แต่ทำกิจกรรมซ้ำๆ กันทุกวัน  เค้าปลอบใจตัวเองว่าเรื่องนี้มันเป็นหนังฝรั่ง จะเกิดขึ้นในเมืองไทยได้อย่างไร

หรือเค้ากำลังอยู่ใน twightlight zone ที่เหตุการณ์แปลกๆ มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำ แต่บริษัทนี้เค้ามาเป็นประจำ จนแทบทุกคนรู้จักเขากันหมด ตั้งแต่ยามหน้าประตูยันกรรมการผู้จัดการ เรียกว่าเค้าหลับตาเดินยังได้เลย

ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ลูกค้าเค้าก็ยังไม่ออกมารับซักที

“มันเกิดอะไรขึ้นกับเค้ากันเนี่ย” สมชายนั่งรำพึงกับตัวเองอย่างท้อใจ

ในโลกที่เข็มนาฬิกาทั้งโลกหยุดอยู่ที่บ่าย 3 ห้านาทีและ……

เขามาผิดบริษัท

h1

ครึ่งปีกับ Moleskine

10 กรกฎาคม 2009

ตอนนี้ผมใช้สมุด Moleskine มาได้ครึ่งปีแล้ว ต้องมารายงานผลการใช้ซักหน่อย

ปกติผมจะพกสมุดเล่มนี้ติดตัวตลอด ไม่มีปก ไม่ใส่กระเป่า หรือมีอะไรหุ้มห่อแต่อย่างใด มาแบบเปลือยๆ เลย ซึ่งต้องนับว่าเจ้าสมุดเล่มนี้ทนมาก ขอบมีเส้นรุ่ยๆ นิดหน่อยไม่มาก ยางรัดก็ยังเด้งดึ๋งดีอยู่  นอกจากนั้น กระดาษเป็นชนิดที่เรียกว่าเขียนได้เนียนมากๆ รับกับปากกาได้ทุกรูปแบบ แถมสีออกนวลๆ ไม่ขาวแสบตา แล้วยังเป็นสมุดที่เว้าวอนให้เขียนให้จดเหลือเกิน นึกอะไรออก จดได้ทันทีเลย เพราะอยู่ใกล้ๆ ตัว และเล่มบางๆ พกพาสะดวก

ข้อเสียมีอย่างเดียวคือเวลาจะจดรายละเอียดอะไรต้องไปจดอีกเล่ม เพราะเนื้อที่กระดาษไม่พอ แต่แค่นี้ก็พอใจมากแล้ว

เมื่อต้นปีที่ตัดสินใจซื้อก็ว่าเป็นสมุดที่แพงใช้ได้ทีเดียว เล่มบางๆ แบบนี้เกือบๆ จะพันบาท ในขณะที่ซื้อพวก organizer ดีๆ ได้ตั้งเล่มบวกกับไส้สำรอง ซึ่งเขียนได้เยอะกว่าด้วย แต่ที่เลือกก็เพราะเล่มบางๆ นี่แหละ และพอปรับตัวเข้ากับสมุดได้ ทุกอย่างก็ดูดีไปหมด เป็นสมุดอีกเล่มที่ปีหน้าก็คงจะหาซื้อมาใช้อีก และลองรูปแบบอื่นๆ ด้วย เห็นที่โพสกันใน skineart แต่ละคน เด็ดขาดจริงๆ

ฝากด้วยลิงค์น่าสนใจในการใช้งาน moleskine เล็กๆ น้อยๆ —> How to Make a Moleskine PDA

h1

คุณค่าของเหล้า 9 ขวด

29 พฤษภาคม 2009

มีผู้ใจดีซื้อเหล้าขาวมา 9 ขวด ราคา 60 บาท แล้วจากนั้นก็แจกให้กับคนกลุ่มหนึ่ง……

ขวดแรกอยู่กับชายแก่ขี้เมา  ขี้เมาผู้นั้นรีบเปิดขวดแล้วกระดกไปได้ครึ่งขวด ก็เมาจนประคองสติตัวเองไม่ไหว ทำเหล้าหล่นแตก …แล้วก็บ่นอย่างเสียใจว่า..

” ทุเรศจัง..แดกได้แค่ครึ่งเดียว”

ขวดที่สองอยู่กับลูกของผู้ใจดี ลูกของผู้ใจดีนั้นก็เปิดขวด ผสมน้ำแข็ง โซดา ดื่มทันที แต่ดื่มได้แค่แก้วเดียวก็พูดว่า..

” แหวะ รสชาติแย่กว่า Black อีก “

ขวดที่สามอยู่กับแม่ของผู้ใจดี แม่ของผู้ใจดีนี้นำเหล้าไปผสมเสลดพังพอนแก้ลมพิษ แล้วพูดว่า…

” แหมม..ดีจัง กำลังหายาแก้ลมพิษพอดีเลย “

ขวดที่สี่อยู่กับร้านขายของชำ เจ้าของร้านขายของชำก็นำเอายาสมุนไพรมาใส่ทำเป็นยาดอง ซื้อมะขามเปียก มะยมมา แล้วเปิดซุ้มยาดองรอชายแก่ขี้เมาคนแรกมากิน เมื่อชายแก่ดื่มไปหนึ่งเป๊กเสร็จ….

” เท่าไหร่วะ “

” 15 บาท ครับ “

ขวดที่ห้าอยู่กับเจ้าของร้านเหล้าปั่นข้างทาง เขาก็เอาเหล้านี้ สองฝาผสมน้ำหวาน น้ำแข็ง ปั่นรวมกัน 1 เหยือก แล้วส่งให้วัยรุ่นที่มาสั่ง….

“เท่าไหร่ครับ “

” 100 บาท ครับ “

ขวดที่หกอยู่กับร้านอาหาร เจ้าของร้านก็เอาเหล้านี้ 3 ฝาไปผสมรวมกับน้ำส้ม 1 เหยือก ทำเป็น screw diver ให้กับลูกค้าที่มาทานอาหารที่ร้าน เมื่อทานเสร็จ…

Screw Diver เหยือกนี้ราคา 350 บาท

ขวดที่เจ็ดอยู่กับผับ เจ้าของก็เอาไปเหล้าครึ่งขวดผสมกับวอดก้าให้เต็มขวด ทำเป็นเหล้าปลอม แล้วขายให้ลูกค้าโดยบอกว่าเป็นเหล้าล็อตที่ได้ราคาพิเศษมา ถูกกว่าปกติ  พอเช็คบิล…

เหล้าขวดนี้ราคา 599 บาท

ขวดที่แปดอยู่กับคลับเฮาซ์สุดหรู บาร์เทนเดอร์มือหนึ่งนำเหล้านี้หนึ่งถ้วยตวงเล็กมาปรุงเป็นค็อกเทลสูตรยอดนิยมของร้าน เสิร์ฟให้กับนักเที่ยวราตรี พร้อมมีสลิปค่าค็อกเทลแนบไปด้วย…. 850 บาท

ขวดที่เก้าอยู่กับโรงแรมแห่งหนึ่งย่านริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เจ้าของร้านเปลี่ยนถ่ายขวดแล้วเอาฉลากเหล้านอกยี่ห้อดังมาติด วางไว้ในดิสเพลย์สุดหรูให้ลูกค้าเลือก และติดราคา  1500 บาทต่อขวด

h1

รสชาติแห่งความรักกับประสบการณ์ของ Paradox

28 พฤษภาคม 2009

ผมเพิ่งฟังเพลง “รสชาติแห่งความรัก” ของ Paradox จบ

แรกๆ ที่ได้ยินเพลงนี้ผ่านหูไปมา ก็นึกในใจว่า คนทำเพลงนี้เท่ดีแฮะ ทั้งๆ ที่เสียงร้องดูโหยหวน ดนตรีจังหวะกลางๆ พอโยกตัวได้ เนื้อหาเศร้าใจ และเสียงประสานที่ไม่เหมือนเพลงทั่วไป แต่ทั้งหมดทำผสมออกมาได้เข้ากัน เนียนมากๆ

มารู้ทีหลังว่าเป็นของ Paradox ผมมีความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายได้

วงดนตรีที่เริ่มมาจากวงคณะของครุศิลป์ จุฬาฯ และกลายมาเป็นขวัญใจมหาชนด้วยเพลงเนื้อหาประหลาดๆ (ไก่, กลิ่นโรงพยาบาล) บ้า (น้องเปิ้ล, ร.ด. แดนซ์) ซึ้ง (ฤดูร้อน, 3 มิติ) รวมถึงเรื่องราวต่างๆ และลักษณะพิเศษของสมาชิก รวมถึงเรื่องราวของการแสดงสดแต่ละครั้ง เหล่านี้หากจะเขียนคงเป็นเรื่องสั้นขนาดยาวคงออกแนวบู๊ล้างผลาญได้แน่ๆ  แต่สรุปสั้นๆ คือ “บ้าได้ใจ”

มาถึงตอนนี้ก็ 10 ปีออกๆ สำหรับอายุของวงนี้ ถึงแม้ความห่าม ความบ้า ยังคงมีอยู่ แต่ความเปลี่ยนแปลงก็มีมาด้วย ความสุขุม การรู้จักเลือก การตัดทอน ทำให้งานของ dox ดูละเอียดขึ้น มีเรื่องราวมากขึ้น อาจจะไม่ร้อนแรงเหมือนก่อน แต่ก็เป็นงานที่ออกมาแล้วไม่อายใคร

ฟังแล้วมันโดนใจจริงๆ ครับ

Read the rest of this entry »

h1

Coffee is hot (again)…

14 พฤษภาคม 2009

เมื่อยุคสมัยแห่งความคลั่งไคล้กาแฟในไทยได้พัดผ่านไป สิ่งที่ควรจะเป็นจริงก็เริ่มบังเกิด

 

เมื่อก่อนทานกาแฟกันง่ายๆ  สั่งกาแฟร้อน 1 แก้วก็จะได้เนสกาแฟผง เทน้ำร้อน ใส่น้ำตาล ใส่นม คนเสร็จใส่ถ้วยมาดื่ม 1 ถ้วย หรือเป็นเมล็ดกาแฟบดหยาบๆ ใส่ถุงชงตามร้าน หยอดนมข้นหวาน ราดนมจืดตาม แค่นี้ก็หรูแล้ว แต่หลังจากบรรดากาแฟฝรั่งมาตีตลาด จะกินกาแฟทีต้องมีรหัสตามด้วย บอกกาแฟร้อนเฉยๆ คนชงจะทำหน้างงแถมดูถูกเอา แล้วราคาก็ไม่ได้ถูกขนาดกินได้บ่อยๆ  แก้วเล็กแก้วนึงแพงพอๆ กับข้าวราดกับ 2 อย่างเลย แถมยิ่งแพงยิ่งใส่อะไรเข้าไปเพิ่มก็ไม่รู้ ไม่ให้ความรู้สึกว่ากำลังกินกาแฟอยู่เลย  สงสัยคิดค่าใช้สถานที่เข้าไปด้วย

 

แต่ราคาของเมื่อมีขึ้นก็ต้องมีลง เหมือนราคาน้ำมันปีนี้กับปีก่อน

 

ตอนนี้ทั้ง อุบลภัณฑ์ (Au Bon Pain) และแมงดาว (Starbucks) ต่างก็ลดราคากาแฟตัวเองเป็นแถว  รายแรกลดราคา 50% สำหรับกาแฟทุกประเภท เมื่อซื้อหลังบ่ายโมง  รายหลังซื้อแก้วแรกราคาเต็มก่อนบ่ายโมง หลังจากนั้นกลับมาซื้ออีกในราคาลด 50% ได้อีก 5 แก้ว

 

ตาสว่างก็เพราะวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เอง  จริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนเกลียดกาแฟนะ ออกจะรักและชอบด้วยซ้ำ แต่เมื่อนึกถึงตอนที่เพื่อนเล่าถึงต้นทุนของกาแฟดำร้อนหนึ่งถ้วยนี่  มากินกาแฟพวกนี้เหมือนโดนแถมเขาควายให้มาสวมฟรีๆ พร้อมกาแฟหนึ่งแก้วจริงๆ

 

ทุนนิยมจงเจริญ เย้!!!

 

 

ปอ.ลิง. สงสารร้านกาแฟเล็กๆ จัง เจอยักษ์ใหญ่รังแกแบบนี้

 

update 9/6/52

ตอนนี้อุบลภัณฑ์ก็ได้เลิกโปรโมชั่นนี้ไปแล้ว แต่แมงดาวยังอยู่เน้อ อิอิ