Skip to content

กาแฟอีกแก้วซิ…

กาแฟ มีด ดนตรี และอื่นๆ ตามสะดวกใจ

DSC04178

เป็นชามที่บูดๆ เบี้ยวๆ ไม่ค่อยได้สมมาตรเท่าไหร่ ขึ้นรูปด้วยวิธีกด (pinching) ค่อยๆ กดตรงกลางก้อนดินแล้วแผ่ออกมาให้เป็นชามใบใหญ่ๆ เผาดิบแล้วค่อยเผาเคลือบแบบ raku ตอนทำเคลือบก็งงๆ ผลที่ได้ก็อย่างที่เห็นล่ะครับ เพิ่งไปรับกลับมาเมื่อวานนี่เอง

น่าจะใช้ทานก๋วยเตี๋ยวได้ดีสมกับความตั้งใจแรกที่ทำไว้ใช้งาน แต่ตอนนี้ใช้หม่ำถั่วเขียวต้มน้ำดาลกับโยเกิร์ตไปซะก่อน 555+

ผมเคยสนใจและลองทำเซรามิคเมื่อนานมาแล้ว แต่ช่วงนั้นด้วยชีวิตวุ่นวายเลยไม่ได้ทำต่อ มาปีนี้ ถ้าเวลามีพอ คงได้เรียนรู้ต่อเนื่องให้เป็นเรื่องเป็นราวกับเค้าบ้าง

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ ครับ ^_^

ป้ายกำกับ:,

นั่นเป็นคำถามแรกในใจผม หลังจากได้ฟังเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ เนื้อเรื่องที่ว่า “หญิงสาวที่ตั้งใจให้ตนเองหลับเพื่อเป็นของเล่นทางเพศของผู้ชาย” ยิ่งนางเอกเรื่องนี้คือ Emily Browning (นางเอกเรื่อง Sucker Punch) แล้วด้วย โอ๊ว เรื่องนี้ต้องเด็ดแน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง อะฮิ๊วๆๆ

ว่าแล้วผมก็ออกเท้าก้าวเดินเข้าโรงหนังด้วยหัวใจลำพอง

แต่เมื่อดินออกจากโรงหลังหนังจบ ผมกลับไม่รู้สึกถึงความตื่นเต้นทางเพศใดๆ เลยระหว่างเวลาที่นั่งดู ไม่ใช่เรื่องนี้ไม่โป๊นะครับ น้อง Emily เธอเล่นจริง โป๊จริงตลอดทั้งเรื่อง ใส่เสื้อ ถอดเสื้อ ใส่ชุดชั้นใน แก้ผ้า อวดผิวขาวเนียนน่าสัมผัส ทรวดทรงองค์เอวที่ได้สัดส่วน หัวนมตั้งชัน นมเป็นกระเปาะ แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้กลับไม่ได้เร้าอารมณ์ใดๆ เลย ฉากที่ผมว่าเซ็กส์ซี่ที่สุดคือฉากที่เธอกับเพื่อนสาวในบาร์ไปแอบสูบโคเคนบิวล์อารมณ์กันในห้องน้ำก่อนไปรับงาน

ผมยังไม่ได้บอกใช่ไหมครับว่า บทลูซี่ที่ Emily เล่นในหนังเรื่องนี้ ขายตัวหาเงินด้วย

ลูซี่ เป็นสาวมหาลัย เธออยู่ตัวคนเดียว และใช้เวลานอกห้องเรียนทั้งหมดไปกับการทำงานพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นงานใช้แรงงานอย่าง รับจ้างถ่ายเอกสาร เป็นสาวเสิร์ฟ เป็น test subject ให้กับนักวิทยาศาสตร์ รวมถึงทำงานใช้แรงกายอย่างเด็กนั่งดริงค์ ซึ่งไปนอนกับใครก็ได้ที่จ่ายเงินให้ เหมือนเธอจะเป็นเด็กที่ขยันหาเงิน แต่จริงๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้ภาระที่เธอแบกไว้ลดลงเลย เธอยังคงค้างค่าเช่าห้องตลอด ใส่เสื้อผ้าเดิมๆ ไปเรียนและทำงาน ชุดสุดหรูสำหรับสมัครงานก็ยังเป็นชุดเดิมๆ ไร้เพื่อนฝูงที่จะเป็นที่ปรึกษาได้ ที่พึ่งทางใจอย่างเดียวของเธอคือชายหนุ่มชื่อว่า เบิร์ดแมน ซึ่งดันเป็นคนติดเหล้าอย่างร้ายกาจ (แกสามารถกินซีเรียลกับเหล้าแทนนมได้สบายๆ น้ำเปล่าที่ดื่มก็เป็นไวน์ขาว) และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศขั้นรุนแรง!

ซีวิตของลูซี่เรียกว่าบัดซบได้อย่างเต็มที่ เธอไม่มีอะไรที่น่าภูมิใจเหลืออยู่ในตัวเธอ เธอทิ้งมันอย่างไม่ใยดี เพียงเพื่อให้มีชีวิตรอดวันต่อวัน และมันก็คงจะหดหู่หนักขึ้นถ้าปล่อยให้ชิวิตเธอเป็นแบบนี้ต่อไป ด้วยหนังคือสิ่งที่ช่วยให้คนลืมความทุกข์ในชีวิตจริงที่โหดร้ายชั่วคราว คนเขียนบทซึ่งเปรียบได้กับพระเจ้า จึงได้ประทานจุดพลิกผันมาให้แก่ชีวิตลูซี่ นั่นคือเธอได้พบมาดามคลาร่า

คลาร่าเป็นสาววัยกลางคน (ต่อไปผมจะเรียกเธอว่ามาดาม) เธอประกาศหาสาวเสิร์ฟสำหรับงานเลี้ยงส่วนตัว ซึ่งลูซี่สนใจ โทรไปคุยกับมาดาม นัดสัมภาษณ์ และตัดสินใจทำทันทีหลังจากฟังรายละเอียดจบ แม้จะไม่แน่ใจว่าไหวหรือไม่ งานที่ดูเหมือนง่ายๆ คือคอยรินไวน์และเครื่องดื่มต่างๆ ให้แก่แขกที่มาร่วมงาน แต่เธอต้องใส่แค่ยกทรงกับกางเกงในเท่านั้น!!!

เบื้องหน้าที่ดูมีชาติตระกูล ได้รับการอบรมมาอย่างดีของมาดามนั้น มาพร้อมกับเบื้องหลังที่เธอคือคนจัดหาสาวๆ มาตอบสนองความตื่นเต้นทางเพศแบบต่างๆ (sex fantasy) ของบรรดาชายแก่ตัณหาจัดทั้งหลาย โดยมีข้อแม้อย่างแรกและอย่างเดียวคือห้ามมีการร่วมเพศใดๆ ลูซี่ผ่านงานแรกไปได้อย่างงงๆ ปนแปลกใจ แรกๆ เธอรู้สึกขัดเขินกับงานที่ดูไม่น่าเชื่อแบบนี้ แต่ด้วยค่าตอบแทนที่งดงาม ดึงดูดใจให้เธอตอบรับงานครั้งต่อๆ ไป และจนถึงขั้นเอ่ยปากของานแบบอื่นที่จะได้ค่าตอบแทนมากขึ้น ซึ่งมาดามก็สนองให้ นั่นคือให้เธอนอนหลับให้สนิท แล้วระหว่างนั้นจะให้ชายแก่มาทำอะไรกับเธอก็ได้ แต่ไม่มีการสอดใส่ใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเธอตื่นขึ้น ก็จะมีเธออยู่คนเดียวบนเตียง เหมือนกับเธอแค่หลับไปเพียงงีบหนึ่งเท่านั้น งานที่ฟังดูแปลกมากๆ แบบนี้ กลับได้เงินตอบแทนอย่างไม่น่าเชื่อ และดูเหมือนว่าเธอจะทำได้ดีเลยทีเดียว

เงินเหล่านี้ทำให้ลูซี่เริ่มรู้สึกถึงชีวิตที่ดีขึ้น เธอสามารถมีห้องเช่าที่เธออยู่ตัวคนเดียว ไม่ต้องทนอยู่กับเพื่อนร่วมห้องนิสัยน่ารังเกียจ ลาออกจากงานที่เจ้านายไม่ชอบขี้หน้าเธอ ซึ่งอยู่ต่อไปจะทำให้เธอกรี๊ดแตกเปล่าๆ  งานในฝันที่ลูซี่กำลังทำ งานที่ดูแปลกๆ แต่ง่าย ได้เงินงาม ไม่เหนื่อยหรือยุ่งยากเหมือนฝันดีเช่นนี้ ทำให้เธออยากหลับต่อไป ไม่อยากตื่นขึ้นมาเลย ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนโลกที่เย็นชาจะเผยด้านที่อบอุ่นของมัน และแย้มยิ้มให้กับชีวิตใหม่ของเธอ ถ้าหากว่า…

เบิร์ดแมนไม่ตายเพราะโรคพิษสุราเรื้อรังซะก่อน!!!

สายใยบางๆ ที่คอยค้ำจุนจิตใจของลูซี่ได้ขาดไป และมันก็กระตุกให้เธอหันกลับมาลืมตามองรอบๆ ตัว ไม่ว่าสภาพที่แท้จริงของโซฟี เพื่อนสาวที่ทำงานให้มาดามเหมือนกัน ผู้ที่ดูสง่างามและสูงส่งในยามทำงาน แต่ความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นอย่างที่คิด การทบทวนและพิจารณาความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของเธอกับคนรอบข้าง การเปิดตัวเองกับคนใหม่ๆ รวมถึงความอยากรู้ว่าเธอถูกกระทำอะไรบ้างระหว่างที่หลับไหล ซึ่งอย่างหลังนับเป็นความอยากรู้อยากเห็นที่ค่อยๆ ปะทุอยู่ภายใน เป็นแรงปรารถนาที่ค่อยๆ ร้อนขึ้นจนลูซี่ไม่สามารถเมินเฉยหรือทิ้งมันอีกต่อไป แม้ว่าจะต้องเสี่ยงกับการถูกเลิกจ้าง แต่ลูซี่ก็ทำ เพื่อให้ได้รู้ความจริง ซึ่งเป็นจังหวะพอดีที่มาดามได้เรียกใช้งานเธอ การนอนหลับคราวนี้ลูซี่อยากจะให้ตัวเองตื่นขึ้นมาไวๆ 

ผมไม่รู้ว่าหลังจากลูซี่ตื่นขึ้นมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเธอจะรู้สึกหรือคิดเช่นไร เธออาจจะทำงานแบบนี้ต่อ อาจจะไปหางานอื่น หรือขยับตัวเองเป็นมาดามคลาร่าคนที่สอง หรือ…

ผมไม่สามารถรู้ได้

ความจริงของชีวิตบางครั้งก็ทำร้ายจิตใจได้อย่างเจ็บปวด เมื่อสิ่งที่เห็นไม่ตรงกับสิ่งที่คิดฝันไว้ หากเมื่อใดก็ตามมนุษย์ยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็นตามความเป็นจริง ตามสภาพธรรมชาติ ยอมรับความอ่อนแอของตนแล้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาทางพัฒนาตนเอง

สำหรับผม ลูซี่เป็นคนน่าสงสาร ตลอดทั้งเรื่องจะเห็นว่าเธอทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินที่จะมาใช้แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ในชีวิต โดยละเลยไม่ใส่ใจดูแลตนเองและสิ่งต่างๆ รอบตัว เธอเป็นเหยื่อของสังคมสมัยใหม่ที่เรียกอย่างสวยหรูว่า “ทุนนิยม” ซึ่งทุกอย่างขับเคลื่อนโดยใช้เงินตราเป็นภาษากลาง และสามารถตีมูลค่าของทุกสิ่งออกมาเป็นจำนวนได้ ไม่เว้นแม้แต่ร่างกาย อารมณ์ หรือวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งพิเศษสุดอันค่ามิได้ที่ธรรมชาติให้มา เราจะเห็นโธมัส ผู้ช่วยของมาดาม ตรวจสอบร่างกายของลูซี่ราวกับเป็น QC ตรวจหารอยชำรุดของผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะประทับตรารับรองว่าสามารถทำงานได้ หรือการประทินความงามต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าของตัวลูซี่เองให้สูงขึ้น คนที่ดูมีความสุขที่สุดกลับเป็นเบิร์ดแมน ที่รู้ว่าตนเองต้องตาย ก็พยายามหาความสุขและทำให้คนรอบข้างมีความสุข พร้อมยอมรับความตายอย่างไม่ขัดขืน ฉากเปลือยทั้งหลายไม่สามารถปลุกเร้าได้ เพราะไร้ซึ่งอารมณ์ร่วม สาวๆ ทุกคนรู้ว่านี่คืองานที่ต้องทำ นี่คือหน้าที่ที่ต้องปฎิบัติ อย่าเอาอารมณ์มาใส่ใจ ในขณะที่เซ็กส์นั้นใช้อารมณ์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ชนชั้นแรงงานยังไงก็โดนกดขี่เรื่อยไป มีเพียงคนแก่ๆ ชั้นสูง ที่จะมีความสุขกับเซ็กส์ได้ เพราะพวกเขานั้นได้สะสมและครอบครองความมั่งคั่งอย่างเพียงพอ ที่จะสั่งให้ใครเป็นอย่างไรก็ได้ตามแต่ตาแก่เหล่านั้นคิดฝัน มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่สามารถสั่งได้คือ การให้นกเขากลับมาผงาดแข็งขันอีกครั้ง

 

ป.ล. 1 จริงๆ ผมอยากตั้งชื่อ entry นี้ว่า “ชีวิตบัดซบที่ถูกทอดทิ้งอย่างตั้งใจโดยไม่รู้ตัวของสาวน้อยที่ชื่อว่าลูซี่” แต่ว่ามันยาวไปแฮะ

ป.ล. 2 เขียนเสร็จ นี่ผมไปดูหนังหรือไปนั่งทำรายงานวะเนี่ย อิอิ

ป้ายกำกับ:,

200910180614024918

โคชิโร่กับนาโนกะรักกัน…

ถ้าพรหมลิขิตมีจริงก็คงเป็นสิ่งนี้เพราะทั้งคู่บังเอิญเจอกันในตอนที่แต่ละฝ่ายโดนคนรักหักอก ภาษารักแม้จะต่างวัยแต่ก็เข้าใจได้ซึ่งกันและกัน หนุ่มวัยทำงานได้รับการสัมผัสปลอบโยนจิตใจจากสาวน้อยมัธยม และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์

แม้ว่าแต่ละคนจะรักอีกฝ่ายมากแค่ไหน ก็ได้แต่เก็บงำความรุ้สึกเอาไว้ ไม่ใช่เพราะความแตกต่างทางอายุ แต่เป็นเพราะทั้งสองเป็นพี่น้องกัน!

และนี่เป็นบทนำของ Koi Kaze สายลมรัก การ์ตูนญี่ปุ่นแนวค้ำคอร์ที่ประทับใจหลายคนเมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันจบไปแล้วมีทั้งหมด 35 ตอน

ผมเพิ่งมารู้จักเรื่องนี้ไม่นาน แต่อ่านแล้วประทับใจมาก คนเขียน Motoi Yoshida แกแสดงความจริงหลายๆ อย่างในสังคมญี่ปุ่นผ่านแนวคิดหลักของเรื่องที่นำเสนอคือ ‘รักต้องห้าม’ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพิธีรีตองทางสังคมต่างๆ ทัศนคติเกี่ยวกับการแต่งงานที่ถือดั่งการเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ใหญ่และได้รับการยอมรับในสังคม บริษัทจัดหาคู่ที่เป็นธุรกิจที่รุ่งเรือง รวมถึงคำว่า ‘รักเป็น’ ซึ่งประเด็นสุดท้ายนี้ ผมว่าพบเจอได้ยากมากในการ์ตูน หรือแม้แต่สังคมปัจจุบัน

และเมื่ออ่าน Koi Kaze จบ ผมก็โชคดีได้อ่านงานล่าสุดของคนเขียนคนนี้ นั่นคือ Natsu no Zenjitsu (ภาษาอังกฤษแปลว่า The Day before The Summer ไม่รู้ว่าถูกต้องรึเปล่านะครับ)

เรื่องคราวนี้เปลี่ยนมาเป็นนักเรียนศิลปะกับพี่สาวเจ้าของแกลลอรี่ เพิ่งเริ่มไม่กี่ตอน แต่ผมว่าน่าติดตามครับ เรื่องราวคราวนี้เป็นการเดินทางภายในใจของนักเรียนหนุ่มที่กำลังจะเผชิญโลกกว้างเพื่อตัดสินทางเดินชีวิตของตัวเอง แนวหลักของเรื่องคือ คนที่ชอบหรือคนที่ใช่?, คนที่เราคิดว่าใช่นั้น ใช่จริงหรือ? 

การ์ตูนของ Motoi Yoshida ไม่ได้เป็นการ์ตูนที่มีภาพเท่ๆ ฉากแอคชั่นหวือหวา ตัวละครตะโกนคุยกัน พระเอกเก่งตลอดและเก่งได้อีก แต่เป็นการ์ตูนที่สะท้อนภาพจริงของคนเรา บอกกล่าวถึงความอ่อนแอของตัวตนเมื่อมาพบเจอกับความรัก ตัวละครแต่ละตัวเหมือนพูดกระซิบให้เราฟัง ใช้ฉากน้อย ทิ้งฉากขาวเยอะ แต่ดำเนินเรื่องได้ต่อเนื่อง บรรยายอารมณ์ตัวละครได้ดี ไม่ใช่การ์ตูนตามกระแสเท่าใด

และเรื่องหลักของการ์ตูนเหล่านี้ก็คือความรัก อันเป็นเรื่องธรรมดาของทุกผู้คน 

ป้ายกำกับ:, ,

ในสมัยปัจจุบัน การฝึกฝนการต่อสู้หลายๆ ที่จะมีการฝึก Escrima/ Eskrima/ Kali ร่วมด้วย ซึ่งคำเหล่านั้นมีความหมายเหมือนๆ กันคือ วิชาการต่อสู้ของฟิลิปปินส์

วิชาของฟิลิปปินส์เป็นที่รู้จักแพร่หลายในปัจจุบันเพราะว่าเป็นวิธีการใช้อาวุธที่เรียนรู้ได้เร็ว ใช้งานได้จริง และเป็นเอกเทศของตนเอง สามารถหยิบยืมมาใช้บางส่วนหรือทั้งหมด ขอเพียงไม่ขัดกับวิชาหมัดมวยที่เรียนมาก็โอเคแล้ว เป็นวิชาเสริมให้ครบเครื่อง แต่กว่าที่ฟิลิปปินส์จะมีวิชาอาวุธที่โดดเด่นเช่นนี้ ก็ต้องผ่านการเปลี่ยนผ่านไม่น้อยเลยทีเดียว

ถ้าดูจากที่ตั้งของฟิลิปปินส์ จะเห็นว่าเป็นจุดพักการเดินทางทางทะเลตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งก็จะมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันกับชาติต่างๆ (คล้ายๆ กับโอกินาว่าของญี่ปุ่น ที่เป็นต้นกำเนิดของคาราเต้) นอกจากสเปนแล้ว ชาวมาเลย์ก็เป็นอีกชนชาติที่มีอิทธิพลต่อฟิลิปปินส์ โดยชาวมาเลย์ได้เริ่มเข้ามาที่ฟิลิปปินส์ตั้งแต่ 200 ปีก่อนคริสต์กาลจนถึงราวๆ ศตวรรษที่ 14 พวกหลังสุดนี้เป็นมุสลิมมาเลย์ ที่นำวัฒนธรรมการเกษตร การถักทอเสื้อผ้า เครื่องมือเครื่องใช้ทั้งเหล็กและเซรามิค รวมถึงวิชาการใช้อาวุธต่างๆ ติดตัวไปด้วย เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ด้านอาวุธของฟิลิปปินส์ ซึ่งมาเข้มข้นเป็นแบบเป็นแผนขึ้น ตอนที่ตกเป็นประเทศอาณานิคมของสเปน เพราะได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องของวิธีการฝึกดาบในสมัยนั้น สเปนโบราณเป็นหนึ่งในสามของสำนักดาบระดับโลก นอกจากฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่งเน้นเรื่องท่าเท้าและระยะเป็นพิเศษที่เรียกว่า Spanish Circle หรือ La Destreza

สำหรับประชากรของประเทศนี้ก็มีความผูกพันกับอาวุธเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะมีด ชาวบ้านคนธรรมดาทั่วไปต่างพกเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่าเป็น blade culture อีกแห่ง คล้ายๆ กับสเปนและซิซิลีในสมัยโบราณ แต่ด้วยฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มักจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เรียกว่าก่อดราม่าง่าย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างบุคคล ระหว่างกลุ่มคน ระหว่างชนเผ่า ส่วนมากก็จบกันด้วยการใช้กำลัง ซึ่งไม่ใช่การต่อสู้แบบเดี่ยวๆ หรือตัวต่อตัว แต่เป็นการต่อสู้แบบรุมหมู่ เลือดตกยางออกเป็นสิ่งปกติ จนถึงตายกันเป็นเรื่องธรรมดา

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็ได้สร้างให้ฟิลิปปินส์มีวิชาอาวุธที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นมีด ไม้หวาย รวมถึงการใช้อาวุธคู่ประกอบกันสองมือ ซึ่งทิศทางการจู่โจมเบื้องต้นก็เป็นแปดทิศตามปกติ บางคนพยายามจะคิดค้นแนวทางใหม่ๆ ในการโจมตี เพื่อให้ของตนเองแตกต่างจากของเดิม แต่กลับกลายว่าไม่ได้เรื่องไปซะงั้น simply is the best จริงๆ

แม้วิชาเหล่านี้จะได้ผลในการใช้งาน แต่บางครั้งผมก็รู้สึกว่ามันขาดบางด้านไป วิชาของฟิลิปปินส์ไม่ได้เน้นเรื่องพิธีรีตองมากมายในการฝึกซ้อม ถึงจะเป็นจุดดีว่าทุกคนสามารถมาเรียนได้ แต่ผมกลับมองว่าจุดนี้ทำให้เสียความลุ่มลึก เพราะไม่ได้สอนให้เคารพทั้งครูที่อยู่ และที่จากไป ทั้งเพื่อนร่วมฝึก รวมถึงตนเอง ซึ่งน่าเสียดาย เพราะนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตนเองในวิชาการต่อสู้

เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าทิศทางเดินหน้าต่อไปของเรานั้นถูกต้องและช่วยให้จิตใจเราสูงขึ้น หากไม่เห็นร่องรอยเท้าที่ผ่านมาทิ้งไว้

ป้ายกำกับ:, ,

ผมไม่เคยเห็นการซื้อขายของครั้งไหนจะตื่นเต้นเท่ากับที่ผมเจอมาเมื่อสัปดาห์ก่อนเลย  มันตื่นเต้นยิ่งกว่าวินาทีที่เราจะรู้ว่าเป็น high bidder รึเปล่าใน eBay แถมการขายครั้งนี้เป็นการขายสดๆ ไม่ชิ้น ไม่งอก เห็นจะจะต่อหน้าต่อตา ทั้งระทึก ทั้งกดดัน และมีแรงดึงดูดอย่างประหลาดให้ต้องติดตามอย่างไม่อาจละสายตาได้

ผมกำลังพูดถึงคนขายของเล่นตามตลาดนัด ที่มีช่วงนาทีทอง ขายถูก แล้วคนมุงเยอะๆ นั่นล่ะครับ

แม่ม! คนขายมันพูดได้ไม่หยุด แรงดีไม่มีตก ตลอดเวลาที่ผมดูอยู่ แกแทบไม่กินน้ำซักอึกเลย ราวกับเลือดในตัวเป็นน้ำหล่อฮั้งก้วยช่วยให้ชุ่มคอ แถมมีลูกล่อ ลูกชน เรียกร้องความสนใจ สร้างบรรยากาศลุ้นระทึกได้ตลอดเวลา ให้คนมุงดูว่าเมื่อไหร่มึงจะขายไอ้ที่มีงพูดๆๆ ซักที (วะ)

บรรดาลูกล่อลูกชนที่เห็น นอกจากโวหารแล้ว ยังมีการถือหลัก สิบตาเห็นไม่เท่ากับหนึ่งมือคลำ แกเล่นของเล่นที่จะขายแบบไม่กั๊ก โชว์ให้ดูกันไปเลยว่า ของเค้าดีจริง เล่นได้จริง เสียรับประกันซ่อมให้อีกต่างหาก เอากับแกสิ และที่เด็ดสุดคือมี slide presentation ด้วยครับ! แกเอา iPad 2 มาเปิดให้เหล่าไทยมุงดูว่า ไอ้ของเล่นชิ้นนี้ดีจริงนะโว้ย ไม่ได้โม้

แม่เจ้า ผมเพิ่งเห็นประโยชน์อีกอย่างของ iPad 2 วันนี้นี่เอง ต้องชาบูๆๆๆ ศาสดาจอบจริงๆ

มุกแกเพียงเท่านี้ ก็แทบอยากให้คนที่ดูมือสั่นพั่บๆๆ ควักสตางค์ให้อยู่แล้ว แต่ยังไม่จบครับ แกยังมีดาบสุดท้ายอีก พอแกเห็นว่าใกล้จุดสุดยอดแล้ว ก็เริ่มแล้วครับ

คอปเตอร์ลำนี้ระบบ 3D ไม่เหมือนพวก 1 channel 2 channel บังคับได้ทุกทิศทาง มีระบบขึ้นลงอัตโนมัติ ไฟกระพริบได้ พี่นั่งรถไฟฟ้าไปมาบุญครองขึ้นไปชั้นของเล่น แล้วถามได้เลยว่าไอ้เครื่องที่เหมือนกันแบบนี้ ขายเท่าไหร่” (มึงพูดไปเถอะ กูไม่รู้หรอกไอ้ 1 ช่อง 2 ช่องของมึงน่ะ หมายถึงอะไร แต่กูอยากรู้ว่าไอ้ลำที่ถือในมือน่ะเท่าไหร่)

รับรองไม่ต่ำกว่าหมื่นครับ” (สะอึก)

ผมไม่ขายของราคาถูก บอกก่อน ไม่มีของดีราคาถูก ผมขายของมีคุณภาพเท่ากัน แต่พี่เสียเงินน้อยกว่า” (อ๊ะ มีการเห็นใจผู้บริโภค)

คอปเตอร์ลำนี้ ผมขายเครื่องละ 12,500 บาท” (เฮ้ย ตลาดนัดนะโว้ย ใครจะพกเงินหมื่นมาเดินตลาดกันวะ)

แต่ถ้าผมลดครึ่งนึง มีใครจะเอาไหมครับ ยกมือขึ้น” (มองหน้ากันเลิ่กลั่ก)

ผมบอกแล้วว่าผมไม่ขายของราคาถูก แต่เอางี้แล้วกัน ถ้าผมขายคอปเตอร์เครื่องนี้ราคาไม่ถึง 2,000 บาท มีใครสนใจไหม ยกมือขึ้น” (เริ่มมีเสียงซุบซิบดังขึ้น มือเริ่มลอยกันหลายคน)

ผมให้เวลาพี่สิบวินาที พี่คนไหนสนใจ ควักเงินออกมา จ่ายแล้วเอาไปเลย ใครเงินไม่พอมัดจำไว้ก่อน 100 บาทแล้วค่อยไปกดเงินมาจ่ายได้” (มี option ด้วยเว้ย เฮ้ย)

ผมขายคอปเตอร์เครื่องนี้ที่ 1,850 บาท!!!”

เหยดดดดดดดดดดดดดด เฮลิคอปเตอร์ตัวละเป็นหมื่น มึงขายแค่พันกว่า แบบนี้ก็ตลาดแตกสิครับ เสียงอื้ออึงชุลมุนดังขึ้นหน้าแผงเต็มไปหมด แล้วคอปเตอร์ก็หายวับไป 3 ตัวทันควัน

การซื้อขายครั้งนี้ตั้งแต่เรียกแขก โฆษณา ท้าพิสูจน์ จนถึงขายสินค้าใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจบ

ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ แล้วกำไรมันจะได้ขนาดไหนวะเนี่ย :)

ป้ายกำกับ:, ,

 

 

ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ผมตะลุยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้จนจบเท่าที่มีในตอนนี้ อาการประมาณสาวๆ ติดหนังซี่รี่ย์ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว

มันเป็นการ์ตูนแบบไหนเหรอที่ทำให้ผมติดใจขนาดนี้ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการ์ตูนแนวต่อสู้มันส์ๆ แบบ Berserk, Bleach, Naruto หรือ One Piece แต่อย่างใด ตัวละครก็ไม่ได้น่ารัก โมเอะ ฮาเร็ม เหมือน To Love-Ru ขนาดนั้น เรื่องนี้เป็นการ์ตูนแนวความสัมพันธ์ชายหญิงในวัยที่เริ่มสนใจเพศตรงข้าม ทำความรู้จักกับรัก ประมาณช่วง puppy love ขอแค่อยู่ใกล้ๆ กัน ไปเที่ยวด้วยกันก็ปลื้มมากแล้ว เป็นความรักที่ไม่มีเซ็กส์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เรื่องนี้มันมีหักมุมกันนิดหน่อย เพราะเรื่องนี้พระเอกกับนางเอกเค้าเริ่มสร้างความสัมพันธ์กันด้วย “น้ำลาย” ครับ

น้องอุราตาขวาง (Urabe Makoto) นางเอกเรื่องนี้ไม่ได้มีหน้าตาหรือนิสัยอะไรที่จะทำให้หนุ่มๆ หลงไหลได้เลย ผมปรกหน้าตลอด พูดน้อย ไม่ค่อยเข้าสังคม ว่างเป็นหลับ ส่วนหนุ่มสุบากิหน้าจืด (Tsubaki Akira) พระเอกก็เรียกว่าอาจจะแคล้วคลาดกันไปซะแล้ว ถ้าโชคชะตาไม่ดลใจให้แกอยากลองชิมน้ำลายคุณน้องที่นองพื้นโต๊ะที่เธอเผลอหลับก่อนกลับบ้าน ซึ่งต่อมา “น้ำลาย” นี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ค่อยๆ ผูกพันธ์ทั้งสองเข้าด้วยกัน และใช้บอกอารมณ์ความรู้สึกของน้องอุราให้กับชายหนุ่มรู้ เพราะผู้หญิงนั้นเข้าใจยาก และคุณน้องก็ประหยัดคำพูดซะเหลือเกิน ผมยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเราเข้าใจผู้หญิงทุกคนได้ง่ายๆ แบบในเรื่องนี้คงจะดี

คนเขียน Riichi Ueshiba ผูกเรื่องได้ดี เรื่องเดินได้ลื่นไม่สะดุด ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป มีให้ลุ้นๆ เป็นระยะๆ ตัวละครมีพัฒนาการ และเป็นเรื่องที่เสื่อมน้อยมาก เมื่อเทียบกับงานเก่าของแกอย่าง Discommunication หรือ Yame Tsukai (ชื่อไทย “จอมเวทย์พิทักษ์ฝัน”) ที่จับประเด็นได้หวาดเสียวท้องน้อย แต่น่าสนใจ แถมเรื่องหลังได้ทำเป็นอะนิเมแล้วด้วย

เสน่อีกอย่างของการ์ตูนเรื่องนี้คืองานภาพที่ผมชอบเป็นพิเศษ เรื่องนี้เป็นการ์ตูนที่เขียนรูปร่างคน การเคลื่อนไหว และ perspective ได้ดี มีมิติ ลายเส้นไม่สับสน หรือยุ่งเหยิงปวดตา ใส่รายละเอียดได้น่าสนใจ มีเซอร์วิสแฟนๆ ให้กระชุ่มกระชวยเป็นระยะๆ เรียกว่าเป็นงานที่คลี่คลายแบบก้าวกระโดดจากสองเรื่องแรกของแกอย่างมาก ทำให้ผมนึกถึงนักเขียนอีกคนคือ Masakazu Katsura ที่พอแกเขียนวิงแมนเสร็จ มาเขียน I’s ก็กลายเป็นเทพด้านภาพไปเลยในชั่วระยะเวลาสั้นๆ

ที่สำคัญนางเอกเรื่องนี้เค้าพกกรรไกรเป็นอาวุธ ตำแหน่งที่พกน่ารักมากเลยทีเดียว อยากรู้ว่าพกตรงไหน ต้องไปหาดูกันเอาเองครับ อิอิ :)

ป้ายกำกับ:,

 

 

ไม่ได้นั่งหาเมนู tapas มาทำนานมากแล้ว วันนี้พอจะว่างเข้าครัว เห็นมีพาสต้าโฮลท์วีตเหลือๆ เลยจับมาทำพาสต้าผัดมะเขือเทศกับเห็ดซะเลย นัยว่าใช้ของให้คุ้มค่า (ผมว่าพาสต้านี่มันก็เหมือนข้าวผัดบ้านเราน่ะ เมนูก้นครัวอีกประเภทหนึ่ง แนวไม่รู้จะกินอะไรก็ใส่ๆ กับข้าว คลุกๆ ผัดๆ ปรุงรสก็กินได้แล้ว)

 

ทำง่ายๆ ครับ ต้นเส้นพาสต้าก่อนเลย ระหว่างรอให้สุกก็หั่นมะเขือเทศเป็นเต๋า ฝานเห็ดเป็นแผ่นบางๆ (แต่ดันเผลอหั่นเป็นก้อนซะงั้น) แล้วก็ทุบกระเทียมเตรียมไว้ อยากให้หอมกระเทียมขนาดไหนก็จัดปริมาณไปตามนั้น

 

พอเส้นสุก ตักขึ้นมาราดน้ำเย็น รอสะเด็ดน้ำให้แห้งซักพัก ก็ตั้งกะทะ ลงน้ำมันมะกอก ใช้มะกอกธรรมดานะครับ ไม่ต้องบริสุทธ์พรหมจรรย์ไร้สิ่งเจือปน อย่างหลังเหมาะกับทานสลัดมากกว่า พอน้ำมันร้อนลงกระเทียม เจียวให้หอม แล้วก็ลงเห็ดกับมะเขือเทศผัดให้พอสุก แล้วค่อยลงพาสต้า ตอนนี้ลงเกลือปรุงรสอ่อน-หนักตามใจ ผัดคลุกไปมาซักพัก ดับไฟ ยกลงจัดใส่จาน โรยพวกโอริกาโน่เพิ่มกลิ่นหน่อยก็ทานได้แล้วครับ :)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ป้ายกำกับ:, ,

อย่างที่เล่าคร่าวๆ ถึงความเป็นมาของคารัมบิตในโพสก่อนหน้านี้  คราวนี้ก็จะมาดูกันว่า ถ้าให้เลือกอาวุธต่อสู้ระยะประชิดที่ได้ผลเท่ากับคารัมบิต แต่ดูแล้วไม่โหดและคุกคามน้อยกว่า จะเลือกอะไรดีล่ะ

สำหรับผม ผมเลือก “กรรไกร” ครับ

อ้าว อย่าพึ่งทำหน้าเสียขวัญเหมือนกินบอระเพ็ดเช่นนั้น มาลองฟังกันซักนิดดูว่าอุปกรณ์ใช้งานในบ้านธรรมด้า ธรรมดา ชนิดนี้นี่ มีอะไรดี ผมถึงเลือกมาแทนมีดคารัมบิตที่เค้าว่าทั้งโหด ทั้งดุ ทั้งดี (และบางเล่มก็แพงด้วย)

สำหรับคนทั่วไป กรรไกรก็คือเครื่องมือสิ่งของมีคมที่ทำหน้าตัดๆๆ ทั้งกระดาษ ผ้า และสิ่งของอื่นๆ ที่ถูกเรียกใช้บ่อยไม่ขาดเพราะไม่ต้องกลัวโดนบาด ได้งานออกมาเรียบร้อย  ผมเคยตัดด้ายที่รุ่ยโผล่ออกมาให้สาวๆ โดยเทียบกันระหว่างใช้มีดพับ victorinox กับกรรไกร ปรากฎว่าสาวๆ รู้สึกสบายใจกับการใช้กรรไกรมากกว่า

แต่เครื่องมือที่เรียบง่ายเช่นนี้ก็แฝงความสามารถด้านลบที่โดดเด่นอย่างที่คิดไม่ถึงเช่นกัน มิเช่นนั้น เมื่อก่อนกลุ่มอั้งยี่คงไม่ใช่กรรไกรขาเดียวเป็นอาวุธ

ดูรูปประกอบไปเล่นๆ ก่อนครับ

 

จะเห็นว่ากรรไกรเมื่อประยุกต์เป็นอาวุธแล้ว มีความหลากหลายในการใช้งานมาก ไม่ว่าจะใช้งานดั่ง push dagger แบบเขี้ยวเดียวหรือสองเขี้ยว, จับได้เหมือนมีดปกติทั้ง forward และ reverse grip นอกจากนี้ยังสามารถขว้างได้ด้วย

และเมื่อแยกมาเป็นกรรไกรขาเดียวพร้อมจับแบบ reverse grip แล้ว ก็คือคารัมบิตดีๆ นี่เอง แต่การใช้งานให้เกิดผลก็ต้องอาศัยการฝึกฝนพอสมควร เพราะองศาของกรรไกรไม่ได้เอื้อให้เข้าทำได้อย่างเหมาะสมเหมือนคารัมบิต  คารัมบิตธรรมดาแค่ฝึกเรื่องการต่อย ควงแขนให้เป็นเลข 8 แนวนอนก็ใช้ได้ในเบื้องต้นแล้ว

แต่เหตุผลที่ผมเลือกไม่พกคารัมบิตนั้น เพราะผมรู้สึกว่ามีดแบบนี้เป็นมีดที่น่าสงสาร ถูกสร้างมาก็อยู่ในเส้นทางของการทำร้าย ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือตัวของเจ้าของเองก็ตาม (ใครเคยควงคารัมบิตคงรู้ครับว่าโดนกัดแล้วมันซี้ดส์ขนาดไหน)

ผมไม่อยากชักมีดออกมาแล้วต้องจ้องจะทำร้ายหรือคิดถึงแต่การใช้ในเชิงต่อสู้อย่างเดียว ดูมันโดดเดี่ยวเกินไป  มีดเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ทั้งสร้างสรรและทำลาย ซึ่งทางเลือกข้อแรกน่าจะก่อให้เกิดความสุขและประโยชน์แก่คนรอบข้างมากกว่าข้อหลังอย่างแน่นอนครับ

ป้ายกำกับ:, , ,

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีดทรงงอๆ และมีห่วงที่เรียกว่าคารัมบิตนี้ เป็นมีดต่อสู้ที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างมาก นัยว่าเป็นมีดต่อสู้ระยะประชิดที่ยากต่อการรับมือ ก่อให้เกิดความเสียหายที่รุนแรง  หรือเรียกง่ายๆ ว่าเมื่อปะทะกันแล้วโอกาสตายสูงมาก

ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเช่นนั้นครับ

เพราะการใช้มีดประเภทนี้ในการต่อสู้ จะเป็นไปในลักษณะของการงัด เกี่ยว กระชาก โดยมีส่วนที่เป็นอาวุธอยู่ที่ด้านล่างของหมัด ผู้ที่เคยมีพื้นฐานของการฝึกวิชาต่อสู้ป้องกันตัวมาก่อน สามารถนำมาประยุกต์ฝึกฝนต่อได้ไม่ยาก เพราะการใช้งานก็เหมือนหมัดติดคมล่าง ซึ่งการออกแรงจากส่วนล่างของหมัดและแขนนี้ มีความคล่องตัว ไม่ฝืนธรรมชาติ และมีพลังทำลายสูง เช่น การทุบ การเหวี่ยงหมัด เป็นต้น

แต่จริงๆ แล้วก่อนที่มีดแนวนี้จะได้รับความนิยม ในอดีตคารัมบิตคือเครื่องมือลอบสังหารชั้นยอด ซึ่งมีตำนานเล่าขานกันมาเช่นเรื่องนี้ครับ

 Once there was a famous warrior. While his good deeds and exploits had become famous, no one knew who he really was. In fact he was the butcher in a small peaceful village.
One day the butcher was conversing with a young warrior who was new in town. The warrior announced that it was his intention to find and kill the mystery warrior.
“Why?” asked the butcher, surprised “has he wronged you”
“No, ” admits the young fighter ” but I’m tired of hearing about him”
“He must be an old man by now, not much of a threat or challenge to a man like you” observed the butcher.
“True, but think of how my reputation will grow if I am the one to kill him!” gloated the youngster.
And the butcher was sad, because he realised that the young warrior would never be at peace until he had either killed the mystery warrior or been killed by him.
A few days later the young man was walking through a crowd of villagers when he suddenly stopped, gripped his stomach and fell to the ground. The villagers gathered around, uncertain of what to do.
“He has the fever” announced one.
“No,” argued another “he has eaten bad shellfish, I have seen this before”
“Witchcraft” asserted another.
They turned the young man over to find him quite dead. Peeling back his sarong they found his belly ripped open as though attacked by a savage animal. While the villagers argued over the cause of such an injury, the butcher slipped away, his karambit hidden once more beneath the folds of his robes.

(credit : http://www.angelfire.com/art/enchanter/kerambit.html)

(ฉบับแปล)

นานมาแล้วยังมีนักต่อสู้ลึกลับผู้หนึ่งที่แม้จะมีชื่อเสียงขจรขจายไปไกล แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าตัวจริงของเขานั้นคือใคร แท้จริง แล้วเขาเป็นคนขายเนื้ออยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่สุขสงบแห่งหนึ่ง

วันหนึ่ง คนขายเนื้อได้มีโอกาสพูดคุยกับนักต่อสู้หนุ่มจากเมืองไกล พ่อหนุ่มหน้าใหม่อยากกรอบรายนี้แสดงจิตใจอันมุ่งมั่นว่าจะต้องโค่นนักสู้ลึกลับคนนี้ให้ได้

คนขายเนื้อ “เค้าไปทำอะไรให้เจ้าแค้นเคืองหรือ?”

หน้าใหม่อยากกรอบ “ไม่! แต่ผมเบื่อที่จะได้ยินเรื่องของหมอนี่เต็มทน!”

คนขายเนื้อ “แต่ถ้านับเวลาดูแล้ว ตอนนี้เขาคงแก่แล้วล่ะ คงไม่สามารถทำอะไรเจ้าหรือสู้กับเจ้าได้แล้วล่ะ”

หน้าใหม่อยากกรอบ “แต่ลุงลองคิดดูสิ  ถ้าข้าสามารถพิชิตไอ้แก่นี้ได้ รับรองข้าจะได้เป็นเซเลบในชั่วข้ามคืนแน่นอน!”

คนขายเนื้อเดินจากมา และเศร้าใจที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ ชายหนุ่มผู้นี้จะไม่มีวันสงบใจได้เลยหากไม่ได้ฆ่านักสู้ลึกลับผู้นั้น หรือโดนฆ่าเสียเอง

ไม่กี่วันต่อมา ระหว่างที่ชายหนุ่มเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนในหมู่บ้าน ทันใดนั้น เขาก็หยุดเดิน เอามือกุมท้อง แล้วล้มคว่ำลงที่พื้น  ชาวบ้านต่างแตกตื่นเข้ามามุงดูกันใหญ่

“เขามีไข้รึเปล่า?”

“ไม่ ต้องเกิดจากอาหารเป็นพิษแน่เลย”

“คำสาป มันเป็นคำสาป!”

เมื่อชาวบ้านต่างพลิกตัวชายหนุ่มให้หงายขึ้น ก็พบบาดแผลยาวลึกที่ช่องท้อง เหมือนโดนทำร้ายจากสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสาเหตุของการตาย และยิ่งทำให้เสียงโจษจันดังยิ่งขึ้น

การถกเถียงยังคงดำเนินต่อไป คนขายเนื้อค่อยๆ เร้นกายไปจากที่เกิดเหตุ พร้อมเก็บซ่อนคารัมบิตประจำตัวของตน

นี่กรูรู้ตัวจริงเค้าแล้วจะตายไหมเนี่ย

—————————————————————————————————

ชื่อเรียกอื่นๆ ของมีดแบบนี้นอกเหนือจากคำว่าคารัมบิต (Karambit) ก็เช่น Kerambit, Korambit และ Korambi เป็นต้น

แต่มีดแบบนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าคนทั่วไปหรือเจ้าหน้าที่ ก็พูดอ้างกันยากว่าเอามาใช้งานทั่วๆ ไป เพราะแค่เห็นรูปร่างก็ส่งรังสีมาคุออกมาแล้ว เนื่องจากมันเกิดมาเพื่อการฆ่าโดยแท้จริง เปรียบเหมือนดั่งสายลมสีดำทมิฬที่พัดพาทั้งผู้ใช้และเป้าหมายให้ลงสู่อเวจีไปพร้อมๆ กัน

ดังนั้น หากคนที่ไม่ค่อยถูกชะตากับมีดแบบนี้อย่างผมแล้ว จะมีตัวเลือกอื่นใดที่ใช้งานได้แนวนี้หรือไม่?  ลองมาติดตามดูกันในตอนต่อไปครับ

ป้ายกำกับ:, , ,

เนื่องจากเมนูคราวนี้ง่ายหน่อย + ขี้เกียจ เลยทำสองอย่างเพร้อมกันในทีเดียวเลย น่าจะเป็นอาหารทานเล่นๆ ได้สำหรับหลายๆ คน

ไข่ต้มทรงเครื่อง

มันก็เป็นไข่ต้มธรรมดานี่ล่ะครับ แต่พอต้มเสร็จก็ผ่าครึ่ง แล้วตักไข่แดงออกมา คลุกกับมายองเนส ชีส ปรุงรสตามชอบ ชอบเปรี้ยวก็อาจจะใส่น้ำส้ม balsamic หรือชอบเค็มก็เป็นเกลือ หรือจะเพิ่มพวกเบคอน แฮม ก็ได้ตามใจ เสร็จแล้วก็ตักใส่คืนเหมือนเดิม โรยพวกใบไทม์หรือโอริกาโน่ ฯลฯ ปรุงกลิ่นหน่อย เป็นอันเรียบร้อยครับ

ขนมปังมะเขือเทศ

อันนี้ยิ่งง่ายใหญ่ แค่เอาขนมปังปิ้งให้เกรียมๆ ออกน้ำตาลอ่อนๆ แนะนำเป็นขนมปังฝรั่งเศสเพราะเนื้อจะนุ่มในขณะที่ผิวจะเหนียว เคี้ยวแล้วมันๆ หน่อย ระหว่างรอขนมปังเกรียมก็ไปหั่นซีกมะเขือเทศซัก 1-2 ลูก กับสับกระเทียมซัก 2-3 กลีบ พอขนมปังเสร็จก็เอามะเขือเทศซีกที่เตรียมไว้มาลูบไปบนหน้าขนมปัง ให้น้ำมะเขือเทศซึมเข้าไป จะเอาให้ชุ่มขนาดไหนก็ตามความพอใจครับ จากนั้นก็หยดน้ำมันมะกอกเพิ่มกลิ่นและความมันนิดหน่อย ก่อนจะเอากระเทียมสับโรยหน้า ทานพร้อมกับเนื้อมะเขือเทศที่เหลือ เบา สบายท้องดีครับ

ทานสองอย่างนี้พร้อมกับกาแฟดำร้อนๆ ควันฉุยๆ ซักแก้วนี่ สุขจริงๆ ครับ

ป้ายกำกับ:, , ,

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.